อันชาติใดไร้รักสมัครสมาน
จะทำการสิ่งใดก็ไร้ผล
แม้นชาติย่อยยับอับจน
ประชาชนจะสุขอยู่อย่างไร
พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖
บทที่ 1 จาก..เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา
....
มหาเมฆจะลุกเป็นเพลิงกาฬ
เกิดนิมิตพิศดารทุกบ้านเมือง
พระคงคาจะแดงเดือดดั่งเลือดนก
อกแผ่นดินเป็นบ้าฟ้าจะเหลือง
....
ผู้มีศีลจะเสียซึ่งอำนาจ
นักปราชญ์จะตกต่ำต้อย
กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย
น้ำเต้าอันลอยนั้นจะถอยจม
....
ทั้งข้าวก็จะยากหมากจะแพง
สาระพันจะแห้งแล้งเป็นถ้วนถี่
จะบังเกิดทรพิษมิคสัญญี
ฝูงผีจะวิ่งเข้าปลอมคน
กรุงประเทศราชธานี
จะเกิดการกุลีทุกแห่งหน
จะอ้างว้างอกใจทั้งไพร่พล
จะสาละวนทั่วโลกทั้งหญิงชาย
จะร้อนอกสมณาประชาราช
จะเกิดเข็ญเป็นอุบาทว์นั้นมากหลาย
จะรบราฆ่าฟันกันวุ่นวาย
ฝูงคนจะล้มตายลงเป็นเบือ
....
กรุงศรีอยุธยาจะสูญแล้ว
จะลับรัศมีแก้วเจ้าทั้งสาม
ไปจนคำรบปีเดือนคืนยาม
จนสิ้นนามศักราชห้าพัน
กรุงศรีอยุธยาเขษมสุข
แสนสนุกยิ่งล้ำเมืองสวรรค์
จะเป็นแพศยาอาธรรม์
นับวันจะเสื่อมสูญเอยฯ
....
บทที่ 2 ฝันกลางวัน กับความฝันอันลางเลือน
....
ปลายสมัยอาณาจักรอยุธยา
บ้านเมืองเกิดความระส่ำระสาย
ศีลธรรมของผู้คนตกต่ำลง
มีการแย่งชิงราชสมบัติกันบ่อยครั้ง
ญาติพี่น้องรบกันเองเพื่อแย่งอำนาจที่ไม่มีวันเพียงพอ และไม่เคยยั่งยืน
....
ขุนนางเก่งในรัชกาลก่อนถูกกำจัดด้วยเกรงว่าจะไม่จงรักภักดี
ขุนนางดีถูกใส่ร้ายป้ายสี และไม่ได้รับการยอมรับนับถือ
ขุนนางชั่วเถลิงอำนาจ สร้างสมความเสื่อมให้แก่บ้านเมือง เพื่อให้บรรลุซึ่งผลประโยชน์ของตน
กษัตริย์ไร้ความสามารถ ขาดทศพิธราชธรรม เชื่อฟังคำของขุนนางกังฉิน
....
อาณาจักรเริ่มขาดความสามัคคี ไร้ซึ่งความมั่นคง
ต่างคนต่างคิดถึงเพียงความสุขส่วนตน ทรัพย์สินเงินทองและอำนาจ
ผู้นำหลงไหลในกามารมณ์ แต่ละวันคิดเพียงแต่จะสรรหาความสุขสนุกสำราญ
ความสุข... ที่เป็นเพียงภาพมายา บนกองทุกข์ของประชาชนทั้งอาณาจักร
อนิจจา... น้อยคนนักที่จะคิดถึงความอยู่รอดของบ้านเมือง
....
ข้าวยากหมากแพง ประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า
แต่ขุนนาง ผู้มีอำนาจวาสนา กษัตริย์และบรรดาญาติพวกพ้องทั้งหลายเสพสุขกันไม่สิ้นสุด
อาณาจักรใกล้เคียงต่างแข็งเมือง ตีตัวออกห่าง เมื่อเล็งเห็นถึงความเสื่อมของอยุธยา
ความเสื่อมของอาณาจักรอยุธยานี้ เย้ายวนชวนให้เข้ายึดครองยิ่งนัก
....
การยึดบ้านยึดเมืองนั้น
ยึดดินแดนยามศัตรูเปลี่ยนผู้นำ..
ยามศัตรูอ่อนแอ..
ยามศัตรูแตกแยก ขาดความสามัคคี ขาดความเป็นปึกแผ่น
ยามศัตรูถึงที่สุดของความเสื่อม
นับเป็นยอดกุศโลบาย
....
แม้ในยามศึกสงครามผู้คนยังคงคิดถึงเรื่องของตัวเองเป็นใหญ่
เงินทอง อำนาจบารมี ผลประโยชน์ ความสุขสบาย ความปลอดภัย และชีวิตของตน
แม้เสียเกียรติเป็นไส้ศึกให้ หรือขายชาติก็ยอม!
ช่างเป็นบ้านเมืองที่เสื่อมถึงที่สุดแล้วจริงๆ
....
เสียงปืนใหญ่ของพม่ายิงกระหน่ำไม่ขาดสาย
แต่ฝ่ายไทย...เงียบ
เพียงเพราะกษัตริย์กลัวฝูงสนมมเหสีตื่นตกใจเสียงปืนใหญ่ฝ่ายตัวเอง
ผู้คนล้มตายเป็นผักปลา ไม่มีเวลาแม้แต่จะกลบฝัง
เสียงปะทะของดาบโล่และศาสตราวุธนานาชนิด มีอยู่ตลอดเวลา
ทุกนาทีมีคนตาย ทหารหาญต้องพลีชีพ คนดีคือผู้เสียสละ
ส่วนคนที่เหลือนั้นรอคอยฉกฉวยโอกาสจากความพินาศของบ้านเมือง และหาช่องทางเอาตัวรอด
ในที่สุด กรุงศรีอยุธยาถูกพม่าตีแตก ตกเป็นเมืองขึ้นนาน 15 ปี...
....
บทที่ 3 ตื่นกับฝันต่างกันฉันใด?
ในโลกแห่งความฝัน และโลกแห่งความเป็นจริง ช่างคลับคล้ายคลับคลาราวกับประสบการณ์เดจาวู ความฝันนั้นช่างโหดร้าย เป็นยุคที่เสื่อมทรามที่สุดยุคหนึ่งของดินแดนที่ปัจจุบันเรียกว่าประเทศไทย แต่นั่นก็เป็นเพียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อนานนมมาแล้ว เป็นเพียงหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์อันยาวนานของอารยธรรมมนุษย์ แต่ถึงแม้ว่าเหตุการณ์ในอดีตกับเหตุการณ์บ้านเมืองขณะนี้จะไม่เหมือนกันซักทีเดียว ซึ่งอย่างน้อยก็มีระบอบการปกครองที่ไม่เหมือนกัน แต่ฉันก็หวั่นกลัวอยู่ลึกๆ กลัวอย่างไม่มีเหตุผล (หรืออาจจะมีเหตุผลที่ซับซ้อนซักอย่างอยู่ภายในจิตใต้สำนึก?) ที่ฉันกลัว คือกลัวประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเดิม เพียงแต่แตกต่างในบริบทและรายละเอียดปลีกย่อย หรือกรุงใกล้จะแตกอีกครั้ง เราจะต้องเสียดินแดนอีกหรือ?
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บ้านเมืองของเรา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บ้านเมืองของเรา แสดงบทความทั้งหมด
วันพุธที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2551
วันอังคารที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2551
แด่..เหยื่อเดือนตุลา 51
ประวัติศาสตร์ไม่เคยสอนคนไทยเลยหรือว่าการใช้ความรุนแรงเข้าหากัน มีแต่ความพินาศของทุกฝ่ายและไม่เคยแก้ปัญหาใดๆ
สุดท้าย เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายก็คือประชาชน และเจ้าหน้าที่รัฐที่ห้ำหั่นกันเองอย่างดุเดือด อย่างขาดสติ
โดยเฉพาะประชาชนผู้บริสุทธิ์ ผู้มีอุดมการณ์รักชาติ ที่อยากเห็นเมืองไทยพัฒนาก้าวหน้า กลับต้องตกเป็นเหยื่อสังเวยในเหตุการณ์ที่มีต้นเหตุมาจาก ความต้องการอำนาจบารมีและผลประโยชน์ส่วนตัวของคนบางกลุ่ม
ส่วนตัวต้นเหตุ ผู้บงการ ผู้อยู่เบื้องหลัง ผู้ปลุกปั่น ตัวหัวหน้า มือที่มองไม่เห็น มือที่สามหรือจะเรียกยังไงก็แล้วแต่ก็ยังปลอดภัยดี
สถานการณ์ ณ เวลานี้ ยังคลุมเครือ มีประชาชนเสียชีวิตแล้ว ส่วนผู้บาดเจ็บมีทั้งสองฝ่าย
ไม่อาจตัดสินได้ว่าใครผิดใครถูกอย่างชัดเจน ตำรวจใช้ความรุนแรงมากเกินกว่าเหตุก่อน? อาวุธสงคราม ปืน ระเบิด (ทั้งลูกเกลี้ยง ระเบิดปิงปอง ระเบิดขวด) มาจากไหน เพราะความสูญเสียที่เกิดขึ้นมันมากกว่าจะเกิดจากแก๊สน้ำตาเพียงอย่างเดียว? ตำรวจนำมาใช้? พันธมิตรบางคนแอบพกมา? มาจากมือที่สาม อย่างพวกนักเลง จ้างวานมาสร้างความรุนแรงปั่นป่วน หรือนปก.? ในฐานะผู้ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ทำได้เพียงสันนิษฐานจากการติดตามสื่อต่างๆว่า จากความรุนแรงโหดร้ายของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยั่วยุให้พันธมิตรใช้กำลังตอบโต้เจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยละทิ้งสันติอหิงสา(เวอร์ชั่นพันธมิตร)ไปเสียสิ้น ทั้งใช้ไม้ไล่ทุบตี แทง และยิงใส่ตำรวจ รวมทั้งมีภาพเด่นประจำหนังสือพิมพ์ที่มีพันธมิตรขับรถชนแถวตำรวจจนกระเจิง และถอยรถกลับมาทับซ้ำ! ทั้งหมดนี้ผมเชื่อว่าคงเป็นพันธมิตรแค่บางส่วนที่ทำเช่นนั้น แต่ส่วนใหญ่ (ซึ่งเป็นประชาชนธรรมดาที่รักชาติอย่างบริสุทธิ์ใจ) น่าจะเป็นผู้ถูกกระทำมากกว่า ทั้งแสบหน้าแสบตาจากแก๊สน้ำตาและหนีการสลายการชุมนุมของตำรวจ
แต่ที่แน่นอนนั้นคือชีวิตคนไทยที่สูญเสียไปโดยไม่อาจทวงคืนกลับมาได้ และน้ำตาแห่งความเศร้าเสียใจของผู้ที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป รวมทั้งคนไทยอีกมากมายที่ได้รับบาดเจ็บอย่างสาหัส บางคนถึงกับเสียอวัยวะสำคัญ
ชีวิตคนไทยที่สูญเสียไปมีคุณค่ามากเกินกว่าเงินช่วยเหลือไม่กี่บาท หรือคำยกย่องว่าเป็นวีรชนนัก !
ขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เสียใจกับการบาดเจ็บและเสียชีวิตของผู้คนในเหตุการณ์นี้ ทั้งประชาชนฝ่ายพันธมิตรและฝ่ายตำรวจ
ขอให้เหตุการณ์คลี่คลายในเร็ววัน และขออย่าได้มีผู้บาดเจ็บหรือผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเลย
ขอแสดงความยกย่องนับถือจากใจต่อผู้มีอุดมการณ์รักชาติไทย หวังดีต่อชาติและทำเพื่อชาติอย่างแท้จริง ส่วนผู้รักชาติเพียงแค่ลมปาก (โดยมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝง) ผู้บงการอยู่เบื้องหลังที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ คงรู้อยู่แก่ใจ ว่าคุณเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประเทศชาติเสียหาย รวมทั้งทำให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ มีการบาดเจ็บและสูญเสียชีวิตผู้บริสุทธิ์ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
สุดท้าย เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายก็คือประชาชน และเจ้าหน้าที่รัฐที่ห้ำหั่นกันเองอย่างดุเดือด อย่างขาดสติ
โดยเฉพาะประชาชนผู้บริสุทธิ์ ผู้มีอุดมการณ์รักชาติ ที่อยากเห็นเมืองไทยพัฒนาก้าวหน้า กลับต้องตกเป็นเหยื่อสังเวยในเหตุการณ์ที่มีต้นเหตุมาจาก ความต้องการอำนาจบารมีและผลประโยชน์ส่วนตัวของคนบางกลุ่ม
ส่วนตัวต้นเหตุ ผู้บงการ ผู้อยู่เบื้องหลัง ผู้ปลุกปั่น ตัวหัวหน้า มือที่มองไม่เห็น มือที่สามหรือจะเรียกยังไงก็แล้วแต่ก็ยังปลอดภัยดี
สถานการณ์ ณ เวลานี้ ยังคลุมเครือ มีประชาชนเสียชีวิตแล้ว ส่วนผู้บาดเจ็บมีทั้งสองฝ่าย
ไม่อาจตัดสินได้ว่าใครผิดใครถูกอย่างชัดเจน ตำรวจใช้ความรุนแรงมากเกินกว่าเหตุก่อน? อาวุธสงคราม ปืน ระเบิด (ทั้งลูกเกลี้ยง ระเบิดปิงปอง ระเบิดขวด) มาจากไหน เพราะความสูญเสียที่เกิดขึ้นมันมากกว่าจะเกิดจากแก๊สน้ำตาเพียงอย่างเดียว? ตำรวจนำมาใช้? พันธมิตรบางคนแอบพกมา? มาจากมือที่สาม อย่างพวกนักเลง จ้างวานมาสร้างความรุนแรงปั่นป่วน หรือนปก.? ในฐานะผู้ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ทำได้เพียงสันนิษฐานจากการติดตามสื่อต่างๆว่า จากความรุนแรงโหดร้ายของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยั่วยุให้พันธมิตรใช้กำลังตอบโต้เจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยละทิ้งสันติอหิงสา(เวอร์ชั่นพันธมิตร)ไปเสียสิ้น ทั้งใช้ไม้ไล่ทุบตี แทง และยิงใส่ตำรวจ รวมทั้งมีภาพเด่นประจำหนังสือพิมพ์ที่มีพันธมิตรขับรถชนแถวตำรวจจนกระเจิง และถอยรถกลับมาทับซ้ำ! ทั้งหมดนี้ผมเชื่อว่าคงเป็นพันธมิตรแค่บางส่วนที่ทำเช่นนั้น แต่ส่วนใหญ่ (ซึ่งเป็นประชาชนธรรมดาที่รักชาติอย่างบริสุทธิ์ใจ) น่าจะเป็นผู้ถูกกระทำมากกว่า ทั้งแสบหน้าแสบตาจากแก๊สน้ำตาและหนีการสลายการชุมนุมของตำรวจ
แต่ที่แน่นอนนั้นคือชีวิตคนไทยที่สูญเสียไปโดยไม่อาจทวงคืนกลับมาได้ และน้ำตาแห่งความเศร้าเสียใจของผู้ที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป รวมทั้งคนไทยอีกมากมายที่ได้รับบาดเจ็บอย่างสาหัส บางคนถึงกับเสียอวัยวะสำคัญ
ชีวิตคนไทยที่สูญเสียไปมีคุณค่ามากเกินกว่าเงินช่วยเหลือไม่กี่บาท หรือคำยกย่องว่าเป็นวีรชนนัก !
ขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เสียใจกับการบาดเจ็บและเสียชีวิตของผู้คนในเหตุการณ์นี้ ทั้งประชาชนฝ่ายพันธมิตรและฝ่ายตำรวจ
ขอให้เหตุการณ์คลี่คลายในเร็ววัน และขออย่าได้มีผู้บาดเจ็บหรือผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเลย
ขอแสดงความยกย่องนับถือจากใจต่อผู้มีอุดมการณ์รักชาติไทย หวังดีต่อชาติและทำเพื่อชาติอย่างแท้จริง ส่วนผู้รักชาติเพียงแค่ลมปาก (โดยมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝง) ผู้บงการอยู่เบื้องหลังที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ คงรู้อยู่แก่ใจ ว่าคุณเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประเทศชาติเสียหาย รวมทั้งทำให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ มีการบาดเจ็บและสูญเสียชีวิตผู้บริสุทธิ์ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ป้ายกำกับ:
บ้านเมืองของเรา
วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2551
กับดักการปราศรัยพันธมิตร
เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา ผมฟังวิทยุคลื่น 97.75 ซึ่งถ่ายทอดเสียงการชุมนุมพันธมิตร ก็มีแกนนำคนหนึ่งขึ้นมาพูดปราศรัยโจมตีนักวิชาการท่านหนึ่งนั่นคือ อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ สืบเนื่องจากการที่อ.นิธิ เขียนบทความลงไว้ในหนังสือพิมพ์มติชนเรื่อง "ปฏิรูปสังคม" แล้วเกิดทำให้แกนนำท่านนั้นไม่พอใจหลายๆประการ เท่าที่จับใจความได้ ได้แก่
1.กล่าวหาว่าการชุมนุมของพันธมิตรไร้เดียงสา
2.หาว่าพันธมิตรมา hijack ทำเนียบรัฐบาล
3.อ.นิธิ บอกว่าการนำคนดีมาปกครองบ้านเมือง ไม่มีประโยชน์
แล้วแกนนำท่านนั้นก็โจมตีอ.นิธิ อย่างรุนแรงทั้งเรื่องคุณธรรมจริยธรรมของตัวอาจารย์เอง ที่มีข่าวในทางเสียหายกับภรรยาผู้อื่น และสรุปสุดท้ายว่าเป็นพวกเดียวกับรัฐบาลขายชาติ เชื่อว่าใครที่ฟังอยู่ในที่ชุมนุมก็คงจะรู้สึกคล้อยตามไปกับแกนนำท่านนี้
เอารายละเอียดการปราศรัยของแกนนำท่านนี้มาจากบล็อกของกลุ่มคนจุดตะเกียง ลองอ่านดูนะhttp://onknow.blogspot.com/2008/09/blog-post_2750.html
“สมศักดิ์”สวน “ดร.นิธิ”กล่าวหาพันธมิตรฯ ไฮแจ๊กทำเนียบ จวกไม่เข้าใจสิทธิเสรีภาพการชุมนุม ระบุยึดทำเนียบป้องกันนักการเมืองชั่วโกงกินประเทศ ย้อนกลับนักวิชาการ ม.เที่ยงคืน พฤติกรรมเฒ่าหัวงู ไร้ศีลธรรมไฮแจ๊กเมียเพื่อน ซ้ำพูดเหมือนคนบ้า อ้างเอาคนดีมาปกครองบ้านเมืองไร้ประโยชน์
เมื่อเวลา 22.40 น. วันที่ 22 ก.ย. นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขึ้นเวทีปราศรัยที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า เรามาต่อสู้เพื่อให้ความดีงาม แต่มีบางคนไปพูดให้คนเข้าใจผิด โดยเฉพาะนายนิธิ เอียวศรีวงศ์ จากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ที่กล่าวหาว่าพันธมิตรฯ ไร้เดียงสา และทำให้ “3 เกลอ”ที่จัดรายการ “ความจริงวันนี้”เอาไปอ้างต่อ จึงน่าจะพูดได้ว่านายนิธิ เป็นนักวิชาการสาย นปก.โดยแท้ เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยให้สัมภาษณ์ว่า คำพูดของนายจักรภพ เพ็ญแข ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ไม่น่าจะเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ 113 แต่ตำรวจมีความเห็นสั่งฟ้องตามมาตรา 112 ไปแล้ว นอกจากนั้นยังเคยบอกว่า หาก พ.ต.ท.ทักษิณให้เงินมาใช้เคลื่อนไหวโดยไม่มีเงื่อนไขก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องเสียหาย ทั้งที่เป็นเงินที่โกงบ้านโกงเมืองมา
นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า นายนิธิได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์มติชนว่า พันธมิตรฯ ไร้เดียงสา และอ้างว่าไม่ควรมีคนกลุ่มใดไปไฮแจ๊กทำเนียบรัฐบาล (จับทำเนียบฯเป็นตัวประกัน) เพื่อเรียกร้องในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ซึ่งเท่ากับว่านายนิธิไม่รู้เรื่องสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม สมัยที่สมัชชาคนจนมาชุมนุมหน้าทำเนียบนายนิธิก็ทำเป็นเมตตาคนจน แต่ตอนนี้กลับไปอยู่กับระบอบทักษิณ
“นักวิชาการคนนี้เปิดมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน อ้างว่าเป็นมหาวิทยาลัยทางเลือก แล้วตอนนี้ก็ไฮแจ๊กเมียเพื่อนมาเป็นเมียตัวเอง หลังจากวิจัยกันไปวิจัยกันมา จนหนังสือพิมพ์ลงข่าวว่านิธิเตียงหัก เราไฮแจ๊กทำเนียบเพื่อไม่ให้คนชั่วมาโกงกินประเทศชาติ เราทำเพื่อความดี แต่นักวิชาการที่ไฮแจ๊กเมียเพื่อนนั้นชั่วช้าสิ้นดี ไม่รู้ว่าไร้เดียงสา หรือไม่ประสีประสากันแน่
“เราเป็นพลเมืองดีที่กล้ามาเปิดโปงนักการเมืองชั่วขายชาติ จนมีคำพิพากษาตัดสินออกแล้ว คตส.ก็ตรวจสอบแล้วผลปรากฏออกมาโกงไป 2 แสนกว่าล้าน โกงเลือกตั้งก็ผิดชัดแจ้ง แล้วนักวิชาการขี้หมูไหลพวกนี้ไม่ว่าสักคำ แต่มันมาตำหนิคนดี ใครที่ตำหนิคนดี เขาเรียกว่าอะไรครับพี่น้อง”
นายสมศักดิ์ ย้ำว่า ศาสนาทุกศาสนาสอนให้คนทำดีละเว้นจากความชั่ว ให้คนกตัญญูกตเวทีต่อแผ่นดินเกิด ต้องรักษาแผ่นดินไว้ให้ลูกหลาน ใครมาทำลายเราต้องลุกขึ้นสู้ เป็นการทำหน้าที่พลเมืองดี แล้วมันไร้เดียงสาตรงไหน นักวิชาการที่พูดแบบนี้ควรปลดตัวเองไปเลี้ยงหมูเลี้ยงแมวดีกว่า คุณอาจคิดว่าคุณมีความรู้ดี แต่ความประพฤติไม่ดีเลยเพราะฉะนั้นถ้าเจอที่ไหนจะฉะที่นั่น จะตำหนิ เพราะหลักพุทธศาสนาบอกว่า ยกย่องคนที่ควรยกย่อง ตำหนิคนที่ควรตำหนิ
“เขาว่ามหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เป็นมหาวิทยาลัยเลือก ตกลงก็เลือกเอาเมียเพื่อนมาทำเมียตัวเอง แค่นี้ก็ผิดศีลธรรม ร้ายแรงแล้ว ถ้าเป็นข้าราชการประพฤติชั่วอย่างนี้โทษต้องไล่ออกจากราชการ คุณไม่ซื่อสัตย์ต่อครอบครัวลูกเมียแล้วคุณจะซื่อสัตย์กับใคร”
นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้นายนิธิยังให้สัมภาษณ์ว่า ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะให้คนดีมาปกครองบ้านเมือง แม้ว่าจะมีพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ส่งเสริมให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง ไม่ให้คนไม่ดีเข้าไปมีอำนาจก่อความวุ่นวายได้ แต่นักวิชาการบ้าคนนี้บอกว่า ไม่มีประโยชน์ที่จะส่งเสริมคนดีปกครองบ้านเมือง มันเลยส่งเสริมคนชั่วให้ปกครอง
นอกจากนี้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ก็พูดอยู่เสมอว่า อย่ายกย่องคนมีเงินที่ฉ้อฉล ขอให้ยกย่องคนดีมีศีลธรรมให้มาปกครองบ้านเมือง ซึ่งนี่คือสิ่งที่พันธมิตรฯ ทำ แต่นักวิชาการพวกนี้มันบ้าสนิทแล้ว ที่บอกว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะให้คนดีมาปกครอง ทั้งที่ศาสนาทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดีทั้งนั้น เหมือนคำพูดของท่านพุทธทาสที่ว่า ปวงมนุษย์ทั้งหลายนั้นดีกว่าสัตว์ตรงที่มีศีลธรรมคุณธรรม ถ้าไม่มีศีลธรรมคุณธรรมก็เลวกว่าสัตว์เดรัจฉาน
“ผมพูดเสมอว่า คางคกตัวผู้เคยรุมข่มขืนคางคกตัวเมีย แล้วฆ่าทิ้งไหม ไม่มี มีแต่คนที่ข่มขืนผู้หญิงแล้วฆ่าทิ้ง จึงเรียกพวกนี้ว่าสัตว์นรก เพราะฉะนั้นบ้านเมืองต้องมีระบบคุณธรรมจริยธรรม โดยมีศาลเป็นคนตรวจสอบ ทุกสังคมต้องมีมาตรฐานคุณธรรมจริยธรรม และต้องให้ผู้นำประเทศเป็นแบบอย่าง”
นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า นักวิชาการพวกนี้ชอบทำให้คนสับสน คนที่ไม่รู้ก็หลงเชื่อ พวกนักวิชาการกะเรี่ยกะราด มาหาว่าพันธมิตรเป็นเผด็จการ ทั้งที่ตัวเองเป็นอาจารย์ ยังไม่รู้อีกว่า ทักษิณเป็นเผด็จการทุนนิยมสามานย์ พอๆ กับฮิตเลอร์ ตนเคยไปศึกษาสถาบันฮิตเลอร์มาแล้ว เหมือนทักษิณทุกอย่าง เรื่องการฆ่าตัดตอน การอุ้มทนายสมชาย นีละไพจิตร กรณีกรือเซะ-ตากใบ นอกจากนั้นระบอบทักษิณยังมีเรื่องการโกง ทุจริต ยกดินแดนพระวิหารให้เขมร ทำผิดกฎหมายอาญา ทำผิดไปผิดมาก็หนีศาล หนีหมายจับ แล้วรัฐบาลนอมินีก็ไม่เห็นรักษาผลประโยชน์ชาติ คนเป็นผู้ร้ายหนีคดีอาญา ถูกออกหมายจับ รู้ไปทั่วโลก แต่ก็ยังไม่กล้าถอนพาสปอร์ตสีแดงเลย
“มันหาว่าเราต่อรอง มันดูถูก คนทั่วโลกเขาก็ชุมนุมกันทั้งนั้น หาว่าเราไฮแจ๊กทำเนียบ ไม่รู้เรื่องสิทธิเสรีภาพ รัฐบาลไหนไม่ดีประชาชนมีสิทธิยึดอำนาจคืน เขาไม่รู้จักประชาธิปไตย ไม่รู้เรื่องรัฐศาสตร์ หรือไม่ก็รับจ้างมาพูด นักวิชาการคนนี้ อดีตเคยเป็นคนน่าเชื่อถือ คนเคยทำดีผมก็ชื่นชม แต่ตอนที่ไม่ดี ก็ถือว่า เขาเป็นศัตรูกับประชาชน ไปรับใช้ทรราชระบอบทักษิณ
“แถมพฤติกรรมของตัวเองยังไม่น่าเชื่อถือเลย ถ้าเป็นกรรมกรก่อสร้าง ไปเอาเมียคนอื่นมาเป็นเมียตัวเอง คนเขาก็ต่อว่านิสัยไม่ดี แต่นี่เป็นนักวิชาการไปเอาเมียเพื่อนมาเป็นเมียตัวเอง ทั้งที่ตัวเองก็แก่แล้ว เป็นเฒ่าหัวงู อายุ 60 กว่าใกล้ 70 แล้ว ยังไปเอาเมียชาวบ้านมาเป็นเมียตัวเอง อย่างนี้เขาเรียกว่า แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะเกิดนาน”
นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า คนจะเป็นผู้นำคนต้องมีคุณธรรมจริยธรรม มีมาตรฐานให้คนอื่นยอมรับได้ ไม่ใช่พูดได้ทุกเรื่อง แต่ทำไม่ได้แม้แต่เรื่องเดียว อย่างกรณีนายนิธิ ศีลข้อเดียวก็ยังถือไม่ได้ จะเป็นอาจารย์ทำผีอะไร คนเป็น ต้องมีศีลมีสัตย์ ถ้าไม่มีก็ไปเป็นโจรดีกว่า ไม่ต้องเหนื่อย แต่ถ้าจะเป็นครูบาอาจารย์ก็ต้องมีศีลธรรม เช่นเดียวกับจะเป็นนักการเมืองต้องเสียสละ มีคุณธรรมไม่ใช่มีอาชีพโกงกิน
“บ้านเมืองเราศีลธรรมกำลังเสื่อม เราต้องมากู้ศีลธรรม เอาผู้ปกครองที่ชั่วออกไป เพราะถ้าคนชั่วปกครอง ชีวิตเราก็เหมือนหมาเน่า เราต้องให้คนดีมาเป็นผู้นำประเทศ นี่คือเอกลักษณ์ จุดยืนของประเทศไทย อย่าประมีประนอมกับความชั่ว ผมไม่ยอม มาด่าพี่น้องเราไม่ได้ เรามาต่อสู้เพื่อคุณความดี ใครคนใดคนหนึ่งเจ็บเราเจ็บ ใครแพ้เราก็แพ้ด้วย เราเป็นพี่น้องกัน ยอมตายเพื่อชาติ พร้อมสู้ทุกมิติ เรื่องอะไรจะให้พวกเลวๆ มันมาว่าพี่น้อง โดยที่ตัวเองอยู่เฉยๆ เพราะฉะนั้นใครดีเลว ต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำ อย่าพูดอย่างเดียว”
นายสมศักดิ์ กล่าวย้ำว่า เราอย่าไว้ใจ คนที่ปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ หรือคนที่ดูสุภาพเรียบร้อยแต่ทำให้หน้าห้องต้องผูกคอตาย เราอย่าไว้ใจที่โหดเหี้ยมอย่างนี้ เพราะฉะนั้นพวกเราอย่าประมาท ขอให้เราตรึงทำเนียบไว้ตลอด เพราะวัน 2 วันมานี้ มีตำรวจมาด้อมๆ มองๆ ถ้าเห็นพวกเราน้อย ก็อาจจะซุ่มเข้ามา ขณะที่อีกทางหนึ่งก็จ้างนักวิชาการไว้พูดทำลายพวกเรา เรายิ่งต้องระมัดระวัง แต่อย่าเครียด พี่น้องมาทำบุญหน้าตาต้องอิ่มเอิบ เรามาทำความดี อย่าเครียด ขอให้มั่นใจ ยืนหยัดต่อสู้ขับไล่รัฐบาลทรราชย์ต่อไป
อ่านแล้วมีความคิดเห็นอย่างไรกันบ้างครับ แต่ขอเตือนว่าการฟังการปราศรัย ถึงแม้ว่าข้อมูลที่ได้มาจะรับฟังได้รวดเร็ว ครอบคลุม กระชับ และเข้าใจได้ง่าย เพราะผ่านการย่อยมาจากผู้ปราศรัยแล้ว แต่ต้องระวังกับดักทางความคิดอย่างยิ่ง คือผู้ปราศรัยสามารถที่จะหยิบยกเอาเฉพาะประเด็นที่ตัวเองได้เปรียบมาพูด เหมือนกับการตัดส่วนนั้นส่วนนี้จากแหล่งต่างๆเอามาผสมปนเปกันและพูดให้ฝ่ายตัวเอง"ดูดี"ขึ้นมาได้ทันตาเห็น โดยขาดการลงรายละเอียดปลีกย่อย และผู้ฟังแทบจะไม่ได้ตรึกตรองเลย นอกจากมีอารมณ์คล้อยตามผู้พูด (โดยเฉพาะถ้าไม่มีความรู้หรือข้อมูลเรื่องนั้นมาก่อน) ในส่วนที่เป็นรายละเอียดที่ผู้พูดไม่กล่าวถึงนี่แหละ บางทีอาจจะตรงกันข้ามกับประเด็นที่ผู้พูดต้องการจะสื่อ ดังนั้นเวลาคุณฟังการปราศรัย คุณเคยนึกสงสัยบ้างมั้ยว่าที่เค้าพูดมานั้นเชื่อถือได้แค่ไหน เคยคิดจะไปสืบค้นแหล่งข้อมูลเต็มๆมาอ่านเพิ่มมั้ย เคยลองไปอภิปรายกับคนอื่นๆที่รู้ข้อมูลมาก่อนมั้ย ถ้าไม่เคยทำสิ่งเหล่านี้ก็ระวังจะตกเป็นเครื่องมือของผู้ปราศรัยนะครับ เพราะแม้แต่พระพุทธเจ้าก็ยังสอนไม่ให้เชื่อคำสอนของครูอาจารย์ทันที ก่อนจะเชื่อต้องพินิจพิเคราะห์ทดลองด้วยตัวเองก่อนจึงค่อยเชื่อ แล้วนี่นักศึกษามหาวิทยาลัยราชดำเนินจะเรียนการเมืองแบบเชื่ออาจารย์ไปทั้งหมดก็ดูจะไม่ใช่ผู้มีปัญญาเค้าเรียนกัน จะกลายเป็นแกะให้เขาจูงไปได้ง่ายๆมากกว่า ผมเองก็ไม่ได้ปฏิเสธการฟังการปราศรัยของพันธมิตรนะครับ เพราะผมเองก็ฟังอยู่บ่อยๆทางวิทยุ บางเรื่องบางท่านพูดได้ดีมีประโยชน์ ได้ความรู้มาก แต่ฟังแล้วขอให้นำมาตรึกตรองคิดดูก่อน อย่าเพิ่งเชื่อทันทีทันใดแบบไปไหนไปกัน เขาพาไปตายก็ยังตามเขาไป แบบนั้นไม่ใช่คนฉลาดมีปัญญา
พอได้ฟังแกนนำคนนี้พูดจบผมก็ไปหาบทความ "ปฏิรูปสังคม" นี้มาอ่าน จึงได้ประจักษ์ถึงปัญญาอันล้ำเลิศของแกนนำท่านนี้ ที่อ่านแค่เพียงบางประโยคก็เอามาพูดปราศรัยให้คนคล้อยตามเฮกันใหญ่ได้ ถ้าจะเทียบกับสุภาษิตไทยก็ประมาณ "ฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียด" หรือไม่ก็พออ่านไม่กี่ประโยคก็เกิดความเดือดดาลคันปากอยากด่าคน เอาเป็นว่าคล้ายๆจะเป็น "กระต่ายตื่นตูม"
ลองอ่านบทความเต็มเรื่อง "ปฏิรูปสังคม" นี้ดูดีๆนะครับ
"น่ายินดีที่ฝ่ายพันธมิตรออกมาปฏิเสธว่า การเมืองใหม่ 70/30 ไม่ใช่เงื่อนไขตายตัว เป็นเพียงข้อเสนอเชิงตุ๊กตาเพื่อการถกเถียงอภิปรายกันเท่านั้น จึงเท่ากับการเปิดประตูให้กว้างขวางแก่ทุกฝ่าย ที่จะเข้ามาช่วยกันคิดและเสนอ เพราะจริงอย่างที่ฝ่ายพันธมิตรกล่าว ขณะนี้สังคมจำเป็นต้องร่วมกัน "ปฏิรูป" อีกครั้งหนึ่ง ต่อจากช่วง 2535-40
อย่างไรก็ตาม บรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการ "ปฏิรูป" แบบเปิดกว้าง ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการกดดันของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ต้องเป็นบรรยากาศที่ทุกกลุ่มทุกฝ่าย รู้สึกปลอดภัยและอิสระเสรีในการเข้าไปมีส่วนร่วม อันไม่ใช่บรรยากาศของกลางฝูงชนที่กำลังประท้วง (ด้วยเรื่องอะไรกันแน่...ไม่มีใครทราบ)
สภาพการณ์ที่จำเป็น ผมคิดว่ามีอย่างน้อย 3 ประการ
1/ ขออย่ามีกลุ่มใดอ้างว่า เป็นตัวแทนของ "ประชาชน" เลย ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งหรือได้รับอาณัติจากสังคม ขอให้เข้าใจด้วยว่า อาณัตินั้นไม่ได้เด็ดขาดในทุกเรื่อง แต่จำกัดเฉพาะนิติบัญญัติ อีกทั้งต้องใช้กระบวนการที่ประชาชนอาจมีส่วนร่วมได้ตลอดเวลาด้วย ส่วนกลุ่มผู้ชุมนุม, จัดสัมมนา-เสวนา, แถลงการณ์ของสหภาพหรือนักวิชาการ ฯลฯ ก็ล้วนเป็นความเห็นของผู้ลงนามเท่านั้น เสนอขึ้นเพื่อให้สังคมได้รับไปพิจารณา
ไม่ควรที่กลุ่มใดจะไฮแจ๊คความปกติสุขของสังคม, หรือไฮแจ๊คทำเนียบรัฐบาล, รัฐสภา, ท้องถนนอย่างถาวร ฯลฯ เพื่อเป็นเครื่องมือต่อรองให้รับความเห็นของตน มิฉะนั้นก็จะไม่คืนตัวประกัน
2/ ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะพูดว่าให้คนดีปกครองบ้านเมือง ไม่ใช่เพราะคำพูดนี้ผิด แต่เป็นภูมิปัญญาที่ไม่ต้องใช้ปัญญาอะไร พูดเมื่อไรก็ถูกเมื่อนั้น แต่เอาไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ เพราะไม่มีทางที่ใครจะรู้แน่ว่าใครคือคนดี แม้แต่ที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าดี ก็อาจผันแปรเป็นไม่ดีไปได้เมื่อเงื่อนไขชีวิตเปลี่ยนไป เช่นมีอำนาจและลูกน้องที่จะต้องเลี้ยงดู หรือถึงจะเป็นคนดีแต่ไม่มีฝีมือในการบริหาร ก็ไม่ทำให้เกิดผลดีแก่ส่วนรวม
ที่ต้องใช้ปัญญาอย่างแท้จริงคือ กระบวนการอะไรจึงทำให้คนดีและมีฝีมือ ได้ปกครองบ้านเมือง และดำรงความดีกับฝีมือของตนไว้ได้ตลอดไป คำตอบของนักปราชญ์ฝ่ายประชาธิปไตยก็คือ ต้องเปิดให้แก่การตรวจสอบของสาธารณชนอย่างกว้างขวาง ทั้งในระบบ (รัฐสภา, องค์กรอิสระ, คณะกรรมการประเภทต่างๆ, อำนาจที่คานกันเองได้ทั้งในระนาบเดียวกันและต่างระนาบ ฯลฯ) และนอกระบบ (การประท้วง, สื่อ, ความเคลื่อนไหวทางการเมือง, เศรษฐกิจและสังคมที่อิสระเสรี, การแสดงออกทางวัฒนธรรม ฯลฯ)
หากที่ผ่านมา เราไม่อาจขจัดคอร์รัปชั่น, ความไร้สมรรถภาพ, เผด็จการทางรัฐสภา ฯลฯ ได้ ก็ควรหันมาทบทวนกลไกการตรวจสอบ และสร้างกลไกและหลักประกันในการตรวจสอบให้เป็นจริง
ร้ายยิ่งไปกว่านั้น การใช้หลักการที่ไร้เดียงสาเช่นนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการ "ปฏิรูป" ยังอาจนำไปสู่การแสวงหาคนดีที่หลุดไปจากการตรวจสอบอย่างเคร่งครัดของสาธารณชนด้วย เช่นข้อเสนอให้แต่งตั้ง ส.ส.หรือบุคคลสาธารณะ หรือการยกอำนาจทั้งหมดให้แก่คณะบุคคลที่ประชาชนไม่อาจตรวจสอบได้เลย (เช่นกองทัพ, องคมนตรี, ตุลาการ, นายกฯคนนอก ฯลฯ) ในการเลือกสรรคนดีเข้ามาดำรงตำแหน่ง
น่าประหลาดที่เขาเรียกการรอนอำนาจประชาชนเช่นนี้ว่า "ประชาภิวัฒน์"
ไม่แต่เพียงเรื่องนี้เท่านั้น ข้อเสนอประเภทภูมิปัญญาที่ไม่ต้องใช้ปัญญาเช่นนี้ยังมาจากทุกฝ่าย เช่น รัฐบาลแห่งชาติ (ประหนึ่งคำว่าแห่งชาติคำเดียวจะทำให้ทุกอย่างดีเอง), สุมหัวกันแก้รัฐธรรมนูญในหมู่นักเลือกตั้ง (ประหนึ่งว่านักเลือกตั้งมีคุณสมบัติในการร่างรัฐธรรมนูญดีกว่านักรับแต่งตั้ง), งดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ฯลฯ
อันที่จริง ในการ "ปฏิรูป" ใครจะเสนออะไรที่ไร้เดียงสาหรือเห็นแก่ตัวเท่าไรก็ได้ทั้งนั้น หากมีบรรยากาศที่เปิดกว้าง ปราศจากการไฮแจ๊ค ไม่ว่าจะเป็นไฮแจ๊คทำเนียบ หรือไฮแจ๊ครัฐสภา ดังเช่นข้อเสนอปฏิรูปการเมืองของฝ่ายพันธมิตร หากเป็นข้อเสนอในบรรยากาศปกติธรรมดา สังคมไม่ถูกบังคับขู่เข็ญ ก็จะถูกตีตกไปในเวลาอันรวดเร็ว และไม่มีใครใส่ใจจริงจังอีกเลย
3/ ไม่ควรเริ่มต้นด้วยการจำกัดการ "ปฏิรูป" ให้เหลือเพียงการ "ปฏิรูปการเมือง" เพราะไม่มีการ "ปฏิรูปการเมือง" ใดๆ จะเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ หากไม่คิดว่า "การเมือง" เป็นเพียงมิติเดียวของสังคม ยังมีส่วนของวัฒนธรรมและเศรษฐกิจที่กำกับความเป็นไปของการเมืองอยู่เสมอ และผมขอเสนอให้เรียกว่า "ปฏิรูปสังคม" เราควรคิดถึงการปฏิรูปที่ดิน, การปฏิรูประบบภาษี, การปฏิรูปการศึกษา, การปฏิรูประบอบปกครอง ฯลฯ ไปพร้อมกัน เพราะความล้มเหลวของการเมืองไทยหลายประการ มาจากเศรษฐกิจ, วัฒนธรรม และสังคม ไม่ใช่เรื่องการเมืองและนักการเมืองล้วนๆ
ฝ่ายพันธมิตรกำลังเผชิญการท้าทายยิ่งกว่าหมายจับของเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียอีก หากฝ่ายพันธมิตรเชื่อจริงในเรื่อง "การเมืองใหม่" หรือการ "ปฏิรูป" เพราะฝ่ายพันธมิตรเป็นฝ่ายหนึ่ง ซ้ำเป็นฝ่ายสำคัญด้วย ที่จะนำเอาบรรยากาศปกติกลับคืนมาแก่สังคม การสนับสนุนของประชาชนส่วนที่ได้รับอยู่เวลานี้ ต้องแสวงหาและรักษาไว้ด้วยมาตรการอื่น ไม่ใช่การประท้วงด้วยท่าที "สงครามครั้งสุดท้าย" เพียงอย่างเดียว เพราะท่าทีนี้ไม่ใช่การเปิดกว้างแก่การ "ปฏิรูป" แต่เป็นการประกาศคำสั่งเด็ดขาดเท่านั้น
พันธมิตรมีความกล้าที่จะยุติการประท้วงด้วยท่าทีนี้หรือไม่ แน่นอนว่าฝ่ายแกนนำต้องเผชิญกับคดีตามกระบวนการยุติธรรม ท่านเหล่านั้นล้วนอ้างว่าไม่ได้ทำผิด และอ้างความเสียสละกล้าหาญมาโดยตลอด ถึงเวลาที่ท่านต้องพิสูจน์คำพูดด้วยการกระทำเสียที
นอกจากนี้ การกลับคืนสู่ภาวะปกติ ย่อมหมายถึงการ "รณรงค์" ในลักษณะอื่นที่ไม่ใช่ "สงครามครั้งสุดท้าย" ด้วย เช่นการอภิปรายโต้แย้งกันบนเวทีที่ทุกความเห็นไม่ถูกคุกคาม คำถามคือท่านเหล่านั้นมี "กึ๋น" จะทำได้หรือไม่ หรือเหลือ "กึ๋น" ที่จะทำได้หรือไม่
หากฝ่ายพันธมิตรไม่อาจทำได้ทั้งสองอย่างนี้ การ "ปฏิรูป" ก็ไม่มีทางเกิดขึ้น หรือไม่เกิดขึ้นตามแนวทางที่ฝ่ายแกนนำเป็นผู้เสนอ สิ่งที่น่าเสียดายไม่ใช่ข้อเสนอของแกนนำ แต่สิ่งที่น่าเสียดายก็คือแรงหนุนที่ผู้คนจำนวนมากให้แก่พันธมิตร ไม่ได้ถูกแปรไปใช้ในทางที่จะนำประเทศให้หลุดออกจาก "ระบอบทักษิณ" จริง แม้คนที่ชื่อทักษิณอาจไม่มีทางกลับมาสู่การเมืองไทยตลอดไปก็ตาม ("ระบอบทักษิณ" อาจมีนายกฯชื่อ สมชาย, ชวน, อภิสิทธิ์, สุรพงษ์, จำลอง, สนธิ, หรือสุรยุทธ์, อนุพงษ์ ฯลฯ ก็ได้)
และเมื่อมองสภาพกว้างกว่าฝ่ายพันธมิตรก็เป็นไปได้ด้วยว่า ไม่มีแรงหนุน "การปฏิรูปสังคม" อย่างจริงจังในสังคมไทยในช่วงนี้ ซึ่งแปลว่าเราต้องเผชิญการเมืองน้ำเน่าเช่นนี้ต่อไป จนกว่าจะเกิดอะไรร้ายแรงเสียก่อน สังคมไทยโดยรวมจึงจะเห็นความจำเป็น
เวลาที่ต้องเสียไปนี้ก็ตาม ความเลวร้ายที่จะเกิดขึ้นก็ตาม ล้วนเป็นสิ่งน่าเสียดายทั้งนั้น"
ที่มา http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act01220951§ionid=0130&day=2008-09-22
อ.นิธิต้องการจะเสนอแนวคิดของการปฏิรูปสังคม ให้ข้อเสนอแนะแก่ทุกฝ่ายๆ เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปที่ประเทศชาติได้ประโยชน์ และเห็นทางออกของปัญหาบ้านเมืองขณะนี้ แต่แกนนำพันธมิตรท่านนั้นไม่เข้าใจ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะบทความนี้ดูเหมือนจะเสียดสีแนวทางพันธมิตร (ไม่เห็นด้วย = ศัตรูของพันธมิตร) หรือคงเกรงว่ามวลชนจะลดการสนับสนุนพันธมิตร หรือจะเป็นด้วย"กึ๋น"ของแกนนำท่านนั้นเองก็ไม่อาจทราบได้ อีกอย่างหนึ่งก็คือในแวดวงคนมีปัญญา ถ้าจะให้วิจารณ์ความคิดเห็น บทความหรือผลงานของใคร เขาก็จะวิจารณ์ตัวเนื้องานเป็นหลัก โดยใช้เหตุผลมาถกเถียงกัน ส่วนการวิจารณ์ตัวเจ้าของผลงานนั้นเป็นเรื่องรอง ซึ่งก็ควรจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับผลงานนั้นๆ ไม่ใช่วิจารณ์โดยใช้อารมณ์และเน้นการโจมตีเรื่องส่วนตัว
1.กล่าวหาว่าการชุมนุมของพันธมิตรไร้เดียงสา
2.หาว่าพันธมิตรมา hijack ทำเนียบรัฐบาล
3.อ.นิธิ บอกว่าการนำคนดีมาปกครองบ้านเมือง ไม่มีประโยชน์
แล้วแกนนำท่านนั้นก็โจมตีอ.นิธิ อย่างรุนแรงทั้งเรื่องคุณธรรมจริยธรรมของตัวอาจารย์เอง ที่มีข่าวในทางเสียหายกับภรรยาผู้อื่น และสรุปสุดท้ายว่าเป็นพวกเดียวกับรัฐบาลขายชาติ เชื่อว่าใครที่ฟังอยู่ในที่ชุมนุมก็คงจะรู้สึกคล้อยตามไปกับแกนนำท่านนี้
เอารายละเอียดการปราศรัยของแกนนำท่านนี้มาจากบล็อกของกลุ่มคนจุดตะเกียง ลองอ่านดูนะhttp://onknow.blogspot.com/2008/09/blog-post_2750.html
“สมศักดิ์”สวน “ดร.นิธิ”กล่าวหาพันธมิตรฯ ไฮแจ๊กทำเนียบ จวกไม่เข้าใจสิทธิเสรีภาพการชุมนุม ระบุยึดทำเนียบป้องกันนักการเมืองชั่วโกงกินประเทศ ย้อนกลับนักวิชาการ ม.เที่ยงคืน พฤติกรรมเฒ่าหัวงู ไร้ศีลธรรมไฮแจ๊กเมียเพื่อน ซ้ำพูดเหมือนคนบ้า อ้างเอาคนดีมาปกครองบ้านเมืองไร้ประโยชน์
เมื่อเวลา 22.40 น. วันที่ 22 ก.ย. นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขึ้นเวทีปราศรัยที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า เรามาต่อสู้เพื่อให้ความดีงาม แต่มีบางคนไปพูดให้คนเข้าใจผิด โดยเฉพาะนายนิธิ เอียวศรีวงศ์ จากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ที่กล่าวหาว่าพันธมิตรฯ ไร้เดียงสา และทำให้ “3 เกลอ”ที่จัดรายการ “ความจริงวันนี้”เอาไปอ้างต่อ จึงน่าจะพูดได้ว่านายนิธิ เป็นนักวิชาการสาย นปก.โดยแท้ เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยให้สัมภาษณ์ว่า คำพูดของนายจักรภพ เพ็ญแข ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ไม่น่าจะเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ 113 แต่ตำรวจมีความเห็นสั่งฟ้องตามมาตรา 112 ไปแล้ว นอกจากนั้นยังเคยบอกว่า หาก พ.ต.ท.ทักษิณให้เงินมาใช้เคลื่อนไหวโดยไม่มีเงื่อนไขก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องเสียหาย ทั้งที่เป็นเงินที่โกงบ้านโกงเมืองมา
นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า นายนิธิได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์มติชนว่า พันธมิตรฯ ไร้เดียงสา และอ้างว่าไม่ควรมีคนกลุ่มใดไปไฮแจ๊กทำเนียบรัฐบาล (จับทำเนียบฯเป็นตัวประกัน) เพื่อเรียกร้องในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ซึ่งเท่ากับว่านายนิธิไม่รู้เรื่องสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม สมัยที่สมัชชาคนจนมาชุมนุมหน้าทำเนียบนายนิธิก็ทำเป็นเมตตาคนจน แต่ตอนนี้กลับไปอยู่กับระบอบทักษิณ
“นักวิชาการคนนี้เปิดมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน อ้างว่าเป็นมหาวิทยาลัยทางเลือก แล้วตอนนี้ก็ไฮแจ๊กเมียเพื่อนมาเป็นเมียตัวเอง หลังจากวิจัยกันไปวิจัยกันมา จนหนังสือพิมพ์ลงข่าวว่านิธิเตียงหัก เราไฮแจ๊กทำเนียบเพื่อไม่ให้คนชั่วมาโกงกินประเทศชาติ เราทำเพื่อความดี แต่นักวิชาการที่ไฮแจ๊กเมียเพื่อนนั้นชั่วช้าสิ้นดี ไม่รู้ว่าไร้เดียงสา หรือไม่ประสีประสากันแน่
“เราเป็นพลเมืองดีที่กล้ามาเปิดโปงนักการเมืองชั่วขายชาติ จนมีคำพิพากษาตัดสินออกแล้ว คตส.ก็ตรวจสอบแล้วผลปรากฏออกมาโกงไป 2 แสนกว่าล้าน โกงเลือกตั้งก็ผิดชัดแจ้ง แล้วนักวิชาการขี้หมูไหลพวกนี้ไม่ว่าสักคำ แต่มันมาตำหนิคนดี ใครที่ตำหนิคนดี เขาเรียกว่าอะไรครับพี่น้อง”
นายสมศักดิ์ ย้ำว่า ศาสนาทุกศาสนาสอนให้คนทำดีละเว้นจากความชั่ว ให้คนกตัญญูกตเวทีต่อแผ่นดินเกิด ต้องรักษาแผ่นดินไว้ให้ลูกหลาน ใครมาทำลายเราต้องลุกขึ้นสู้ เป็นการทำหน้าที่พลเมืองดี แล้วมันไร้เดียงสาตรงไหน นักวิชาการที่พูดแบบนี้ควรปลดตัวเองไปเลี้ยงหมูเลี้ยงแมวดีกว่า คุณอาจคิดว่าคุณมีความรู้ดี แต่ความประพฤติไม่ดีเลยเพราะฉะนั้นถ้าเจอที่ไหนจะฉะที่นั่น จะตำหนิ เพราะหลักพุทธศาสนาบอกว่า ยกย่องคนที่ควรยกย่อง ตำหนิคนที่ควรตำหนิ
“เขาว่ามหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เป็นมหาวิทยาลัยเลือก ตกลงก็เลือกเอาเมียเพื่อนมาทำเมียตัวเอง แค่นี้ก็ผิดศีลธรรม ร้ายแรงแล้ว ถ้าเป็นข้าราชการประพฤติชั่วอย่างนี้โทษต้องไล่ออกจากราชการ คุณไม่ซื่อสัตย์ต่อครอบครัวลูกเมียแล้วคุณจะซื่อสัตย์กับใคร”
นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้นายนิธิยังให้สัมภาษณ์ว่า ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะให้คนดีมาปกครองบ้านเมือง แม้ว่าจะมีพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ส่งเสริมให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง ไม่ให้คนไม่ดีเข้าไปมีอำนาจก่อความวุ่นวายได้ แต่นักวิชาการบ้าคนนี้บอกว่า ไม่มีประโยชน์ที่จะส่งเสริมคนดีปกครองบ้านเมือง มันเลยส่งเสริมคนชั่วให้ปกครอง
นอกจากนี้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ก็พูดอยู่เสมอว่า อย่ายกย่องคนมีเงินที่ฉ้อฉล ขอให้ยกย่องคนดีมีศีลธรรมให้มาปกครองบ้านเมือง ซึ่งนี่คือสิ่งที่พันธมิตรฯ ทำ แต่นักวิชาการพวกนี้มันบ้าสนิทแล้ว ที่บอกว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะให้คนดีมาปกครอง ทั้งที่ศาสนาทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดีทั้งนั้น เหมือนคำพูดของท่านพุทธทาสที่ว่า ปวงมนุษย์ทั้งหลายนั้นดีกว่าสัตว์ตรงที่มีศีลธรรมคุณธรรม ถ้าไม่มีศีลธรรมคุณธรรมก็เลวกว่าสัตว์เดรัจฉาน
“ผมพูดเสมอว่า คางคกตัวผู้เคยรุมข่มขืนคางคกตัวเมีย แล้วฆ่าทิ้งไหม ไม่มี มีแต่คนที่ข่มขืนผู้หญิงแล้วฆ่าทิ้ง จึงเรียกพวกนี้ว่าสัตว์นรก เพราะฉะนั้นบ้านเมืองต้องมีระบบคุณธรรมจริยธรรม โดยมีศาลเป็นคนตรวจสอบ ทุกสังคมต้องมีมาตรฐานคุณธรรมจริยธรรม และต้องให้ผู้นำประเทศเป็นแบบอย่าง”
นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า นักวิชาการพวกนี้ชอบทำให้คนสับสน คนที่ไม่รู้ก็หลงเชื่อ พวกนักวิชาการกะเรี่ยกะราด มาหาว่าพันธมิตรเป็นเผด็จการ ทั้งที่ตัวเองเป็นอาจารย์ ยังไม่รู้อีกว่า ทักษิณเป็นเผด็จการทุนนิยมสามานย์ พอๆ กับฮิตเลอร์ ตนเคยไปศึกษาสถาบันฮิตเลอร์มาแล้ว เหมือนทักษิณทุกอย่าง เรื่องการฆ่าตัดตอน การอุ้มทนายสมชาย นีละไพจิตร กรณีกรือเซะ-ตากใบ นอกจากนั้นระบอบทักษิณยังมีเรื่องการโกง ทุจริต ยกดินแดนพระวิหารให้เขมร ทำผิดกฎหมายอาญา ทำผิดไปผิดมาก็หนีศาล หนีหมายจับ แล้วรัฐบาลนอมินีก็ไม่เห็นรักษาผลประโยชน์ชาติ คนเป็นผู้ร้ายหนีคดีอาญา ถูกออกหมายจับ รู้ไปทั่วโลก แต่ก็ยังไม่กล้าถอนพาสปอร์ตสีแดงเลย
“มันหาว่าเราต่อรอง มันดูถูก คนทั่วโลกเขาก็ชุมนุมกันทั้งนั้น หาว่าเราไฮแจ๊กทำเนียบ ไม่รู้เรื่องสิทธิเสรีภาพ รัฐบาลไหนไม่ดีประชาชนมีสิทธิยึดอำนาจคืน เขาไม่รู้จักประชาธิปไตย ไม่รู้เรื่องรัฐศาสตร์ หรือไม่ก็รับจ้างมาพูด นักวิชาการคนนี้ อดีตเคยเป็นคนน่าเชื่อถือ คนเคยทำดีผมก็ชื่นชม แต่ตอนที่ไม่ดี ก็ถือว่า เขาเป็นศัตรูกับประชาชน ไปรับใช้ทรราชระบอบทักษิณ
“แถมพฤติกรรมของตัวเองยังไม่น่าเชื่อถือเลย ถ้าเป็นกรรมกรก่อสร้าง ไปเอาเมียคนอื่นมาเป็นเมียตัวเอง คนเขาก็ต่อว่านิสัยไม่ดี แต่นี่เป็นนักวิชาการไปเอาเมียเพื่อนมาเป็นเมียตัวเอง ทั้งที่ตัวเองก็แก่แล้ว เป็นเฒ่าหัวงู อายุ 60 กว่าใกล้ 70 แล้ว ยังไปเอาเมียชาวบ้านมาเป็นเมียตัวเอง อย่างนี้เขาเรียกว่า แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะเกิดนาน”
นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า คนจะเป็นผู้นำคนต้องมีคุณธรรมจริยธรรม มีมาตรฐานให้คนอื่นยอมรับได้ ไม่ใช่พูดได้ทุกเรื่อง แต่ทำไม่ได้แม้แต่เรื่องเดียว อย่างกรณีนายนิธิ ศีลข้อเดียวก็ยังถือไม่ได้ จะเป็นอาจารย์ทำผีอะไร คนเป็น ต้องมีศีลมีสัตย์ ถ้าไม่มีก็ไปเป็นโจรดีกว่า ไม่ต้องเหนื่อย แต่ถ้าจะเป็นครูบาอาจารย์ก็ต้องมีศีลธรรม เช่นเดียวกับจะเป็นนักการเมืองต้องเสียสละ มีคุณธรรมไม่ใช่มีอาชีพโกงกิน
“บ้านเมืองเราศีลธรรมกำลังเสื่อม เราต้องมากู้ศีลธรรม เอาผู้ปกครองที่ชั่วออกไป เพราะถ้าคนชั่วปกครอง ชีวิตเราก็เหมือนหมาเน่า เราต้องให้คนดีมาเป็นผู้นำประเทศ นี่คือเอกลักษณ์ จุดยืนของประเทศไทย อย่าประมีประนอมกับความชั่ว ผมไม่ยอม มาด่าพี่น้องเราไม่ได้ เรามาต่อสู้เพื่อคุณความดี ใครคนใดคนหนึ่งเจ็บเราเจ็บ ใครแพ้เราก็แพ้ด้วย เราเป็นพี่น้องกัน ยอมตายเพื่อชาติ พร้อมสู้ทุกมิติ เรื่องอะไรจะให้พวกเลวๆ มันมาว่าพี่น้อง โดยที่ตัวเองอยู่เฉยๆ เพราะฉะนั้นใครดีเลว ต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำ อย่าพูดอย่างเดียว”
นายสมศักดิ์ กล่าวย้ำว่า เราอย่าไว้ใจ คนที่ปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ หรือคนที่ดูสุภาพเรียบร้อยแต่ทำให้หน้าห้องต้องผูกคอตาย เราอย่าไว้ใจที่โหดเหี้ยมอย่างนี้ เพราะฉะนั้นพวกเราอย่าประมาท ขอให้เราตรึงทำเนียบไว้ตลอด เพราะวัน 2 วันมานี้ มีตำรวจมาด้อมๆ มองๆ ถ้าเห็นพวกเราน้อย ก็อาจจะซุ่มเข้ามา ขณะที่อีกทางหนึ่งก็จ้างนักวิชาการไว้พูดทำลายพวกเรา เรายิ่งต้องระมัดระวัง แต่อย่าเครียด พี่น้องมาทำบุญหน้าตาต้องอิ่มเอิบ เรามาทำความดี อย่าเครียด ขอให้มั่นใจ ยืนหยัดต่อสู้ขับไล่รัฐบาลทรราชย์ต่อไป
อ่านแล้วมีความคิดเห็นอย่างไรกันบ้างครับ แต่ขอเตือนว่าการฟังการปราศรัย ถึงแม้ว่าข้อมูลที่ได้มาจะรับฟังได้รวดเร็ว ครอบคลุม กระชับ และเข้าใจได้ง่าย เพราะผ่านการย่อยมาจากผู้ปราศรัยแล้ว แต่ต้องระวังกับดักทางความคิดอย่างยิ่ง คือผู้ปราศรัยสามารถที่จะหยิบยกเอาเฉพาะประเด็นที่ตัวเองได้เปรียบมาพูด เหมือนกับการตัดส่วนนั้นส่วนนี้จากแหล่งต่างๆเอามาผสมปนเปกันและพูดให้ฝ่ายตัวเอง"ดูดี"ขึ้นมาได้ทันตาเห็น โดยขาดการลงรายละเอียดปลีกย่อย และผู้ฟังแทบจะไม่ได้ตรึกตรองเลย นอกจากมีอารมณ์คล้อยตามผู้พูด (โดยเฉพาะถ้าไม่มีความรู้หรือข้อมูลเรื่องนั้นมาก่อน) ในส่วนที่เป็นรายละเอียดที่ผู้พูดไม่กล่าวถึงนี่แหละ บางทีอาจจะตรงกันข้ามกับประเด็นที่ผู้พูดต้องการจะสื่อ ดังนั้นเวลาคุณฟังการปราศรัย คุณเคยนึกสงสัยบ้างมั้ยว่าที่เค้าพูดมานั้นเชื่อถือได้แค่ไหน เคยคิดจะไปสืบค้นแหล่งข้อมูลเต็มๆมาอ่านเพิ่มมั้ย เคยลองไปอภิปรายกับคนอื่นๆที่รู้ข้อมูลมาก่อนมั้ย ถ้าไม่เคยทำสิ่งเหล่านี้ก็ระวังจะตกเป็นเครื่องมือของผู้ปราศรัยนะครับ เพราะแม้แต่พระพุทธเจ้าก็ยังสอนไม่ให้เชื่อคำสอนของครูอาจารย์ทันที ก่อนจะเชื่อต้องพินิจพิเคราะห์ทดลองด้วยตัวเองก่อนจึงค่อยเชื่อ แล้วนี่นักศึกษามหาวิทยาลัยราชดำเนินจะเรียนการเมืองแบบเชื่ออาจารย์ไปทั้งหมดก็ดูจะไม่ใช่ผู้มีปัญญาเค้าเรียนกัน จะกลายเป็นแกะให้เขาจูงไปได้ง่ายๆมากกว่า ผมเองก็ไม่ได้ปฏิเสธการฟังการปราศรัยของพันธมิตรนะครับ เพราะผมเองก็ฟังอยู่บ่อยๆทางวิทยุ บางเรื่องบางท่านพูดได้ดีมีประโยชน์ ได้ความรู้มาก แต่ฟังแล้วขอให้นำมาตรึกตรองคิดดูก่อน อย่าเพิ่งเชื่อทันทีทันใดแบบไปไหนไปกัน เขาพาไปตายก็ยังตามเขาไป แบบนั้นไม่ใช่คนฉลาดมีปัญญา
พอได้ฟังแกนนำคนนี้พูดจบผมก็ไปหาบทความ "ปฏิรูปสังคม" นี้มาอ่าน จึงได้ประจักษ์ถึงปัญญาอันล้ำเลิศของแกนนำท่านนี้ ที่อ่านแค่เพียงบางประโยคก็เอามาพูดปราศรัยให้คนคล้อยตามเฮกันใหญ่ได้ ถ้าจะเทียบกับสุภาษิตไทยก็ประมาณ "ฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียด" หรือไม่ก็พออ่านไม่กี่ประโยคก็เกิดความเดือดดาลคันปากอยากด่าคน เอาเป็นว่าคล้ายๆจะเป็น "กระต่ายตื่นตูม"
ลองอ่านบทความเต็มเรื่อง "ปฏิรูปสังคม" นี้ดูดีๆนะครับ
"น่ายินดีที่ฝ่ายพันธมิตรออกมาปฏิเสธว่า การเมืองใหม่ 70/30 ไม่ใช่เงื่อนไขตายตัว เป็นเพียงข้อเสนอเชิงตุ๊กตาเพื่อการถกเถียงอภิปรายกันเท่านั้น จึงเท่ากับการเปิดประตูให้กว้างขวางแก่ทุกฝ่าย ที่จะเข้ามาช่วยกันคิดและเสนอ เพราะจริงอย่างที่ฝ่ายพันธมิตรกล่าว ขณะนี้สังคมจำเป็นต้องร่วมกัน "ปฏิรูป" อีกครั้งหนึ่ง ต่อจากช่วง 2535-40
อย่างไรก็ตาม บรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการ "ปฏิรูป" แบบเปิดกว้าง ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการกดดันของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ต้องเป็นบรรยากาศที่ทุกกลุ่มทุกฝ่าย รู้สึกปลอดภัยและอิสระเสรีในการเข้าไปมีส่วนร่วม อันไม่ใช่บรรยากาศของกลางฝูงชนที่กำลังประท้วง (ด้วยเรื่องอะไรกันแน่...ไม่มีใครทราบ)
สภาพการณ์ที่จำเป็น ผมคิดว่ามีอย่างน้อย 3 ประการ
1/ ขออย่ามีกลุ่มใดอ้างว่า เป็นตัวแทนของ "ประชาชน" เลย ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งหรือได้รับอาณัติจากสังคม ขอให้เข้าใจด้วยว่า อาณัตินั้นไม่ได้เด็ดขาดในทุกเรื่อง แต่จำกัดเฉพาะนิติบัญญัติ อีกทั้งต้องใช้กระบวนการที่ประชาชนอาจมีส่วนร่วมได้ตลอดเวลาด้วย ส่วนกลุ่มผู้ชุมนุม, จัดสัมมนา-เสวนา, แถลงการณ์ของสหภาพหรือนักวิชาการ ฯลฯ ก็ล้วนเป็นความเห็นของผู้ลงนามเท่านั้น เสนอขึ้นเพื่อให้สังคมได้รับไปพิจารณา
ไม่ควรที่กลุ่มใดจะไฮแจ๊คความปกติสุขของสังคม, หรือไฮแจ๊คทำเนียบรัฐบาล, รัฐสภา, ท้องถนนอย่างถาวร ฯลฯ เพื่อเป็นเครื่องมือต่อรองให้รับความเห็นของตน มิฉะนั้นก็จะไม่คืนตัวประกัน
2/ ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะพูดว่าให้คนดีปกครองบ้านเมือง ไม่ใช่เพราะคำพูดนี้ผิด แต่เป็นภูมิปัญญาที่ไม่ต้องใช้ปัญญาอะไร พูดเมื่อไรก็ถูกเมื่อนั้น แต่เอาไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ เพราะไม่มีทางที่ใครจะรู้แน่ว่าใครคือคนดี แม้แต่ที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าดี ก็อาจผันแปรเป็นไม่ดีไปได้เมื่อเงื่อนไขชีวิตเปลี่ยนไป เช่นมีอำนาจและลูกน้องที่จะต้องเลี้ยงดู หรือถึงจะเป็นคนดีแต่ไม่มีฝีมือในการบริหาร ก็ไม่ทำให้เกิดผลดีแก่ส่วนรวม
ที่ต้องใช้ปัญญาอย่างแท้จริงคือ กระบวนการอะไรจึงทำให้คนดีและมีฝีมือ ได้ปกครองบ้านเมือง และดำรงความดีกับฝีมือของตนไว้ได้ตลอดไป คำตอบของนักปราชญ์ฝ่ายประชาธิปไตยก็คือ ต้องเปิดให้แก่การตรวจสอบของสาธารณชนอย่างกว้างขวาง ทั้งในระบบ (รัฐสภา, องค์กรอิสระ, คณะกรรมการประเภทต่างๆ, อำนาจที่คานกันเองได้ทั้งในระนาบเดียวกันและต่างระนาบ ฯลฯ) และนอกระบบ (การประท้วง, สื่อ, ความเคลื่อนไหวทางการเมือง, เศรษฐกิจและสังคมที่อิสระเสรี, การแสดงออกทางวัฒนธรรม ฯลฯ)
หากที่ผ่านมา เราไม่อาจขจัดคอร์รัปชั่น, ความไร้สมรรถภาพ, เผด็จการทางรัฐสภา ฯลฯ ได้ ก็ควรหันมาทบทวนกลไกการตรวจสอบ และสร้างกลไกและหลักประกันในการตรวจสอบให้เป็นจริง
ร้ายยิ่งไปกว่านั้น การใช้หลักการที่ไร้เดียงสาเช่นนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการ "ปฏิรูป" ยังอาจนำไปสู่การแสวงหาคนดีที่หลุดไปจากการตรวจสอบอย่างเคร่งครัดของสาธารณชนด้วย เช่นข้อเสนอให้แต่งตั้ง ส.ส.หรือบุคคลสาธารณะ หรือการยกอำนาจทั้งหมดให้แก่คณะบุคคลที่ประชาชนไม่อาจตรวจสอบได้เลย (เช่นกองทัพ, องคมนตรี, ตุลาการ, นายกฯคนนอก ฯลฯ) ในการเลือกสรรคนดีเข้ามาดำรงตำแหน่ง
น่าประหลาดที่เขาเรียกการรอนอำนาจประชาชนเช่นนี้ว่า "ประชาภิวัฒน์"
ไม่แต่เพียงเรื่องนี้เท่านั้น ข้อเสนอประเภทภูมิปัญญาที่ไม่ต้องใช้ปัญญาเช่นนี้ยังมาจากทุกฝ่าย เช่น รัฐบาลแห่งชาติ (ประหนึ่งคำว่าแห่งชาติคำเดียวจะทำให้ทุกอย่างดีเอง), สุมหัวกันแก้รัฐธรรมนูญในหมู่นักเลือกตั้ง (ประหนึ่งว่านักเลือกตั้งมีคุณสมบัติในการร่างรัฐธรรมนูญดีกว่านักรับแต่งตั้ง), งดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ฯลฯ
อันที่จริง ในการ "ปฏิรูป" ใครจะเสนออะไรที่ไร้เดียงสาหรือเห็นแก่ตัวเท่าไรก็ได้ทั้งนั้น หากมีบรรยากาศที่เปิดกว้าง ปราศจากการไฮแจ๊ค ไม่ว่าจะเป็นไฮแจ๊คทำเนียบ หรือไฮแจ๊ครัฐสภา ดังเช่นข้อเสนอปฏิรูปการเมืองของฝ่ายพันธมิตร หากเป็นข้อเสนอในบรรยากาศปกติธรรมดา สังคมไม่ถูกบังคับขู่เข็ญ ก็จะถูกตีตกไปในเวลาอันรวดเร็ว และไม่มีใครใส่ใจจริงจังอีกเลย
3/ ไม่ควรเริ่มต้นด้วยการจำกัดการ "ปฏิรูป" ให้เหลือเพียงการ "ปฏิรูปการเมือง" เพราะไม่มีการ "ปฏิรูปการเมือง" ใดๆ จะเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ หากไม่คิดว่า "การเมือง" เป็นเพียงมิติเดียวของสังคม ยังมีส่วนของวัฒนธรรมและเศรษฐกิจที่กำกับความเป็นไปของการเมืองอยู่เสมอ และผมขอเสนอให้เรียกว่า "ปฏิรูปสังคม" เราควรคิดถึงการปฏิรูปที่ดิน, การปฏิรูประบบภาษี, การปฏิรูปการศึกษา, การปฏิรูประบอบปกครอง ฯลฯ ไปพร้อมกัน เพราะความล้มเหลวของการเมืองไทยหลายประการ มาจากเศรษฐกิจ, วัฒนธรรม และสังคม ไม่ใช่เรื่องการเมืองและนักการเมืองล้วนๆ
ฝ่ายพันธมิตรกำลังเผชิญการท้าทายยิ่งกว่าหมายจับของเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียอีก หากฝ่ายพันธมิตรเชื่อจริงในเรื่อง "การเมืองใหม่" หรือการ "ปฏิรูป" เพราะฝ่ายพันธมิตรเป็นฝ่ายหนึ่ง ซ้ำเป็นฝ่ายสำคัญด้วย ที่จะนำเอาบรรยากาศปกติกลับคืนมาแก่สังคม การสนับสนุนของประชาชนส่วนที่ได้รับอยู่เวลานี้ ต้องแสวงหาและรักษาไว้ด้วยมาตรการอื่น ไม่ใช่การประท้วงด้วยท่าที "สงครามครั้งสุดท้าย" เพียงอย่างเดียว เพราะท่าทีนี้ไม่ใช่การเปิดกว้างแก่การ "ปฏิรูป" แต่เป็นการประกาศคำสั่งเด็ดขาดเท่านั้น
พันธมิตรมีความกล้าที่จะยุติการประท้วงด้วยท่าทีนี้หรือไม่ แน่นอนว่าฝ่ายแกนนำต้องเผชิญกับคดีตามกระบวนการยุติธรรม ท่านเหล่านั้นล้วนอ้างว่าไม่ได้ทำผิด และอ้างความเสียสละกล้าหาญมาโดยตลอด ถึงเวลาที่ท่านต้องพิสูจน์คำพูดด้วยการกระทำเสียที
นอกจากนี้ การกลับคืนสู่ภาวะปกติ ย่อมหมายถึงการ "รณรงค์" ในลักษณะอื่นที่ไม่ใช่ "สงครามครั้งสุดท้าย" ด้วย เช่นการอภิปรายโต้แย้งกันบนเวทีที่ทุกความเห็นไม่ถูกคุกคาม คำถามคือท่านเหล่านั้นมี "กึ๋น" จะทำได้หรือไม่ หรือเหลือ "กึ๋น" ที่จะทำได้หรือไม่
หากฝ่ายพันธมิตรไม่อาจทำได้ทั้งสองอย่างนี้ การ "ปฏิรูป" ก็ไม่มีทางเกิดขึ้น หรือไม่เกิดขึ้นตามแนวทางที่ฝ่ายแกนนำเป็นผู้เสนอ สิ่งที่น่าเสียดายไม่ใช่ข้อเสนอของแกนนำ แต่สิ่งที่น่าเสียดายก็คือแรงหนุนที่ผู้คนจำนวนมากให้แก่พันธมิตร ไม่ได้ถูกแปรไปใช้ในทางที่จะนำประเทศให้หลุดออกจาก "ระบอบทักษิณ" จริง แม้คนที่ชื่อทักษิณอาจไม่มีทางกลับมาสู่การเมืองไทยตลอดไปก็ตาม ("ระบอบทักษิณ" อาจมีนายกฯชื่อ สมชาย, ชวน, อภิสิทธิ์, สุรพงษ์, จำลอง, สนธิ, หรือสุรยุทธ์, อนุพงษ์ ฯลฯ ก็ได้)
และเมื่อมองสภาพกว้างกว่าฝ่ายพันธมิตรก็เป็นไปได้ด้วยว่า ไม่มีแรงหนุน "การปฏิรูปสังคม" อย่างจริงจังในสังคมไทยในช่วงนี้ ซึ่งแปลว่าเราต้องเผชิญการเมืองน้ำเน่าเช่นนี้ต่อไป จนกว่าจะเกิดอะไรร้ายแรงเสียก่อน สังคมไทยโดยรวมจึงจะเห็นความจำเป็น
เวลาที่ต้องเสียไปนี้ก็ตาม ความเลวร้ายที่จะเกิดขึ้นก็ตาม ล้วนเป็นสิ่งน่าเสียดายทั้งนั้น"
ที่มา http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act01220951§ionid=0130&day=2008-09-22
อ.นิธิต้องการจะเสนอแนวคิดของการปฏิรูปสังคม ให้ข้อเสนอแนะแก่ทุกฝ่ายๆ เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปที่ประเทศชาติได้ประโยชน์ และเห็นทางออกของปัญหาบ้านเมืองขณะนี้ แต่แกนนำพันธมิตรท่านนั้นไม่เข้าใจ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะบทความนี้ดูเหมือนจะเสียดสีแนวทางพันธมิตร (ไม่เห็นด้วย = ศัตรูของพันธมิตร) หรือคงเกรงว่ามวลชนจะลดการสนับสนุนพันธมิตร หรือจะเป็นด้วย"กึ๋น"ของแกนนำท่านนั้นเองก็ไม่อาจทราบได้ อีกอย่างหนึ่งก็คือในแวดวงคนมีปัญญา ถ้าจะให้วิจารณ์ความคิดเห็น บทความหรือผลงานของใคร เขาก็จะวิจารณ์ตัวเนื้องานเป็นหลัก โดยใช้เหตุผลมาถกเถียงกัน ส่วนการวิจารณ์ตัวเจ้าของผลงานนั้นเป็นเรื่องรอง ซึ่งก็ควรจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับผลงานนั้นๆ ไม่ใช่วิจารณ์โดยใช้อารมณ์และเน้นการโจมตีเรื่องส่วนตัว
ป้ายกำกับ:
บ้านเมืองของเรา
วันศุกร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2551
เล่นเกมการเมือง
เคยได้ยินเป็นประจำตั้งแต่สมัยเด็กๆ ที่บอกว่า "คนนั้นจะเล่นการเมือง" หรือ "มันเป็นเกมการเมืองที่อาจจะมีการขัดแข้งขัดขาแย่งชิงอำนาจกันบ้าง" คนไทยเราใช้คำนี้กันมาตั้งแต่เมื่อไรและมีที่มาอย่างไร ผมก็ไม่ทราบ อาจจะมีมาตั้งแต่สมัยโบราณกาล การเมืองไทยทุกวันนี้ถึงได้ล้าหลังกันเหลือเกิน ในเมื่อมันเป็นเกม หรือเป็นอะไรที่เล่นได้ ก็ชวนให้นึกถึงการละเล่นอย่างอื่น อย่างเล่นหวย เล่นหุ้น เล่นไพ่ เล่นการพนันที่ต้องมีการลงทุน เล่นเพื่อความสนุกสนาน ระทึกใจ และเป้าหมายสุดท้ายคือกอบโกยกำไร แสวงหาผลประโยชน์เพื่อความมั่งคั่งของตัวเองและพวกพ้อง นักการเมืองไทยก็คงได้รับอิทธิพลมาจากการละเล่นเหล่านี้ เอามาใช้กับการเล่นการเมืองด้วย มีการแบ่งพรรคแบ่งพวกเป็นกลุ่ม ก๊ก มุ้ง ต่อรองกันเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ เวลาจะจัดตั้งรัฐบาล จะเห็นแต่ละพรรคขอโควต้ารัฐมนตรี รองรัฐมนตรี กันเท่านั้นเท่านี้มั่วซั่วกันไปหมด พอได้ตำแหน่งมาก็เอามาแบ่งกันให้แต่ละมุ้งแต่ละก๊กกันสนุกสนาน (หรือหน้าดำคร่ำเครียดก็ไม่ทราบ เพราะแต่ละคนก็อยากได้อำนาจกันทั้งนั้น) แล้วตำแหน่งรัฐมนตรีแต่ละกระทรวงยังมีคุณค่าไม่เท่ากัน มีแบ่งเป็นกระทรวงใหญ่กระทรวงน้อย นัยยะก็คือกระทรวงใหญ่เป็นกระทรวงที่สามารถแสวงหาผลประโยชน์ได้มากนั่นเอง อย่างกระทรวงคมนาคม ที่มีงบประมาณสร้างถนน สนามบินอะไรพวกนั้น เลยมีคำพูดที่เค้าบอกว่านักการเมืองชอบกินหินกินปูนกินทราย กินมากไปก็กลายเป็นกินปูนร้อนท้องซะนั่น จริงๆแล้วการเมืองไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่มันคือปากท้องความเป็นอยู่ของพี่น้องคนไทยทั้งประเทศ การจัดสรรคนมาเป็นรัฐมนตรีแต่ละตำแหน่งก็ควรจะเลือกเอาคนที่มีความสามารถเหมาะสมกับงานมากกว่า แต่นี่ก็ลงหนังสือพิมพ์กันหน้าตาเฉยทุกยุคทุกสมัย เหมือนเป็นเรื่องที่แสนธรรมดา อยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน ถ้าเรายังเห็นว่าการที่นักการเมืองกำลัง"เล่น"การเมืองอยู่อย่างนี้เป็นเรื่องปกติธรรมดา คนรุ่นต่อไปก็เอาตามเป็นเยี่ยงอย่าง แล้วเมื่อไรเมืองไทยจะพัฒนา ที่จริงแล้วเมืองไทยเราได้ประชาธิปไตยมาแบบรวบรัด คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจถึงหลักการประชาธิปไตยชัดเจน ก็มีคณะราษฏร์มาเปลี่ยนแปลงการปกครองซะแล้ว เหมือนผลไม้ที่ยังไม่สุกก็โดนเด็ดมากิน รสชาติมันก็ไม่หอมหวานเท่าผลไม้ที่สุกเต็มที่ กลายเป็นประชาธิปไตยที่มาจากการปฏิวัติโดยพวกชนชั้นขุนนางแค่กลุ่มหนึ่ง (ไม่ได้มาจากความต้องการของคนทั้งประเทศ) ทุกวันนี้ประชาธิปไตยเลยกลายเป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ของพวกผู้มีอิทธิพลทั้งหลาย ที่ใช้อิทธิพลซื้อเสียงหาเสียงเพื่อเข้าไปนั่งในสภา ครองเก้าอี้รัฐมนตรีที่ใฝ่ฝัน มันไม่ใช่ประชาธิปไตยที่มาจากการเรียกร้องโดยประชาชนทั้งประเทศ คนส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจ ขาดสำนึกของประชาธิปไตยที่แท้จริง การเมืองไทยวันนี้เลยพิกลพิการอย่างที่เห็น ต้องยอมรับว่าการเมืองใหม่ที่พันธมิตรยกมาปราศรัยในที่ชุมนุม ดูเข้าท่าที่สุดแล้วนับตั้งแต่มีการชุมนุมมา (เข้าท่ากว่าการบอกว่าตนเองยึดหลักสันติอหิงสา เป็นเทพบุตรเทพธิดา แต่ก็ยังร้องเพลงให้กระทืบคนในรัฐบาลและในระบอบทักษิณ) ซึ่งก็ต้องรอดูต่อไปว่าการเมืองใหม่นี้จะมีรูปโฉมเป็นอย่างไร แต่เท่าที่ฟังๆมาก็รู้สึกชอบนะ เคยฟังมาตั้งแต่หลายเดือนก่อนที่คุณสนธิมาพูด ก็รู้สึกว่าน่าจะเป็นความหวังของสังคมไทยได้ อันนี้ก็คอยดูและใช้วิจารณญาณศึกษาการเมืองใหม่ที่กำลังจะออกมานะครับ แต่ผมว่าที่สำคัญที่สุดในการแก้ปัญหาการเมืองไทยคือควรจะประชาสัมพันธ์ ให้การศึกษาเรื่องประชาธิปไตยกับคนไทยทั้งประเทศให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ เกิดจิตสำนึกขึ้นในตัว ไม่ใช่ว่าแค่ให้เด็กนักเรียนตั้งพรรคการเมืองในโรงเรียน หาเสียงแถลงนโยบาย และมีการเลือกตั้งเลือกประธานนักเรียนกันแค่นั้นจบ แบบนั้นมันตื้นเกินไป
ป้ายกำกับ:
บ้านเมืองของเรา
วันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2551
อหิงสาเวอร์ชั่นพันธมิตร
ในที่สุดก็เกิดเหตุการณ์ขึ้นจนได้ กับอหิงสาเวอร์ชั่นพันธมิตร ตอนแรกก็ยังพอรับได้อยู่นะ กับการไปด่าผู้นำและผองพวก (ที่สมควรจะสำนึกตนได้แล้ว) หรือหนักขึ้นก็ขัดขวางปิดล้อม สร้างความลำบาก ไม่สะดวกกายสบายใจแก่ผู้ผ่านไปผ่านมา หนักขึ้นไปอีกก็ไปพังประตูรั้วสถานที่ราชการ (เสียดายประตูอ่ะ แพงนะนั่น) และไปบุกยึดสถานที่ราชการกับ NBT สุดท้าย เมื่อ 2 ก.ย. ก็เกิดเหตุสลดใจ เมื่อนปช. มาปะทะกับพันธมิตร มีผู้เสียชีวิต 1 ราย กับบาดเจ็บอีกมากมาย เคยสงสัยกันมั้ยว่า นี่หรือคืออหิงสา หรือจะเป็นเวอร์ชั่นใหม่ ไฉไลกว่าเก่า (รึเปล่า) ปรับเปลี่ยนเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพสังคมไทย (ที่บอกว่าไทยนี้รักสงบ แต่ก็รบไม่ขาด) ซึ่งอาจมีผิวหนังบริเวณหน้า หนาเป็นพิเศษยิ่งกว่าชนชาติอินเดียหรืออังกฤษ กลายมาเป็น "อหิงสาเวอร์ชั่นพันธมิตร" ไป
มาดูกันถ้าผู้นำการชุมนุม ยึดมั่นในหลักอหิงสาแบบท่านมหาตมะ คานธี นักต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพของชาวอินเดีย ควรจะเป็นยังไง
... รักเพื่อนมนุษย์ทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ฝ่ายตรงข้าม
... ไม่ใช้ความรุนแรงทั้งทางกาย และวาจา การด่าฝ่ายตรงข้ามก็เท่ากับเป็นการทำร้ายจิตใจเขา จะยิ่งยั่วยุให้มีการใช้ความรุนแรงมาตอบโต้กันมากขึ้น
... ถ้าถูกฝ่ายตรงข้ามโจมตี หรือเจ้าที่รัฐมาปราบปราม จะไม่ตอบโต้ ไม่ใช้ความรุนแรง ไม่หลบ ไม่เอาอะไรป้องกันทั้งสิ้น เพราะจะยิ่งทำให้ฝ่ายตรงข้ามนึกว่าเราจะตอบโต้กลับ จะยิ่งทำให้เขาเกิดความกลัวขึ้นในจิตใจ และเขาจะยิ่งทำร้ายฝ่ายเราหนักมากขึ้น วิธีการอหิงสาก็คือ ยอมให้ทุบตี ทำร้ายตามใจชอบ ไม่ตอบโต้และระวังอย่าให้คนที่มาตีเราได้รับบาดเจ็บด้วย (ถ้าสงสัย ให้ดูข้อแรก) ซึ่งสุดท้ายแล้วคนที่มาทำรุนแรงกับเรา จะค่อยๆสงบลงเอง เพราะเขาจะสำนึกได้ถึงมนุษยธรรมและความรักที่มนุษย์พึงมีให้กัน ลองคิดดูสิ มีคนไหนบ้าง (ถ้าไม่ได้เลวมาแต่กำเนิด) ที่จะทำร้ายคนอื่นได้ตลอดถ้าผู้ถูกทำร้ายไม่ตอบโต้เลย ความรุนแรงของการจลาจลมันเกิดขึ้นเพราะต่างฝ่ายต่างไม่ยอมแพ้ ใช้ความรุนแรงเข้าหากัน มันตีมา 1 ที เราก็ตีกลับไป 2 ที ตาต่อตา ฟันต่อฟัน มันก็จะยิ่งรุนแรงหนักขึ้นไปอีก และสุดท้ายก็จะยุติลงด้วยการที่ฝ่ายหนึ่งหยุดตอบโต้ (เพราะสลบคาตีน หรือเสียชีวิตไปเรียบร้อย)
มีตัวอย่างสมัยก่อน ที่ผู้ชุมนุมชาวอินเดีย ถูกตำรวจเข้าปราบปราม ถูกทุบตีจนล้มลง แต่เขาก็ลุกขึ้นมาใหม่โดยไม่ตอบโต้ตำรวจเลย ก็ถูกตีไปหลายครั้ง แต่ก็ไม่ยอมตอบโต้ สุดท้ายตำรวจเกิดความละอายใจ หยุดการทำร้ายประชาชน
... อารยะขัดขืน สามารถทำได้ เป็นการแสดงให้เห็นว่าเราจำเป็นต้องปฏิบัติตามหลักการอื่นที่สำคัญยิ่งกว่าตัวบทกฎหมาย (เช่นคุณธรรมและประชาธิปไตย) ถึงกับต้องฝ่าฝืนกฎหมายเลยทีเดียว แต่ ย้ำว่าแต่ ต้องยอมรับความผิดตามกฏหมายแต่โดยดีด้วย ไม่ใช่ว่าอารยะขัดขืนแล้วหนี, ดื้อแพ่งไม่สนใจกฎ หรือให้คนมาล้อมเป็นกำแพงมนุษย์เพื่อไม่ให้ตำรวจมาจับ
เพราะฉะนั้นผู้ที่จะต่อสู้แบบอหิงสาได้ ต้องมีความกล้าหาญเป็นอย่างมาก ต้องมีจิตใจที่เข้มแข็ง ไม่หวั่นเกรงกับอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งอาจถึงกับทำให้ได้ไปเสวยผลบุญแบบทันตาเห็น ซึ่งก็คือผลบุญจากการรักและหวังดีกับเพื่อนมนุษย์โดยช่วยให้ฝ่ายที่มาทำร้าย ได้ตาสว่างและหยุดใช้ความรุนแรงนั่นเอง ซึ่งที่จริงแล้วการใช้ความรุนแรงนี่กลับเป็นวิธีการของคนขี้ขลาดตาขาว ไม่ได้กล้าหาญน่าชื่นชมอะไรเลย เพราะเกิดความกลัว กลัวตัวเองจะเจ็บ กลัวจะพ่ายแพ้ กลัวเสียหน้า กลัวตาย จึงต้องใช้ความรุนแรงทำกับคนอื่นก่อน
ดังนั้นการต่อสู้กู้ชาติของพันธมิตร ที่ทำอยู่ทุกวันนี้ ก็คงจะเป็นอหิงสาคนละเวอร์ชั่นกับของท่านมหาตมะ คานธี เป็นอหิงสาเวอร์ชั่นพันธมิตร แบบว่าอหิงสาเป็นบางสภาวะอ่ะนะ สามารถใช้ความรุนแรงได้ตามความจำเป็น และใช้ความรุนแรงได้ระดับพอหอมปากหอมคอ เช่น การด่าโจมตีฝ่ายรัฐบาล แถมบางทีก็ลามปามไปถึงบรรดานักวิชาการและคนที่ไม่เห็นด้วยกับวิถีพันธมิตร (ซึ่งผมว่าไม่เป็นประชาธิปไตยเอาซะเลย ใครพูดอะไรที่เข้าข้างพันธมิตรก็ชื่นชม แต่พอมีใครไม่เห็นด้วย ก็ด่ากราดสาดเสียเทเสีย เหมือนไม่ใช่ปัญญาชนคนมีความรู้มาพูด ที่จริงประชาธิปไตยควรจะยอมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างอ่ะนะ ไม่ใช่ว่าความคิดของตัวเองจะถูกต้อง 100% อยู่ผู้เดียว) นอกจากการใช้ความรุนแรงทางวาจาแล้ว บางทีก็อาจมีการออกไปขยับแข้งขยับขากันบ้าง อย่างเช่น ยุทธการดาวกระจาย ไปปิดล้อมสถานที่ราชการ ยึดสถานี NBT เหตุการณ์การยึดทำเนียบรัฐบาล และวันที่ 2 ก.ย. ที่มีผู้เสียชีวิตจากการปะทะ 1 ราย ซึ่งยังหาตัวผู้ร้ายไม่เจอ และฝ่ายพันธมิตรก็พยายามไม่พูดถึงเลยว่าฝ่ายพันธมิตรนั่นแหละที่ทุบตีอีกฝ่ายถึงตาย หรือคนตีอาจจะเป็นมือที่ 3 ที่มาก่อกวนสวมรอยเป็นพันธมิตรก็ไม่อาจทราบได้ ซึ่งมันยากมากเลยนะการตีคนให้ตายเนี่ยเมื่อเทียบกับการใช้ปืนยิง แต่ฝ่ายพันธมิตรก็ยังคงยกประเด็นขึ้นมาโหมกระหน่ำโจมตีรัฐบาลว่า ม็อบ นปช.ที่ยกมาคืนนั้น เป็นม็อบจัดตั้งโดยคนใน ซึ่งจะจริงหรือไม่จริงไม่รู้ แต่เท่าที่ดูหนังสือพิมพ์ ก็พอจะมีมูลอยู่บ้าง แถมตำรวจที่ตั้งด่านในคืนนั้นตั้ง 3 จุด ก็ยังปล่อยให้ม็อบพวกนี้เคลื่อนที่มาใกล้พันธมิตรได้อย่างง่ายดาย ดูรูปแล้วแทบไม่อยากเชื่อ ตำรวจยืนเรียงแถวปล่อยให้ นปช. เดินผ่านง่ายๆ เลย ถ้าเป็นการจัดตั้งขึ้นมาจริงๆ คนที่คิดแผนเอาม็อบชนม็อบเพื่อฉวยโอกาสให้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้นี่ ก็ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ คิดแผนที่ผิดมนุษยธรรมอย่างร้ายแรงได้ถึงขนาดนี้ โดยไม่สนใจชีวิตของประชาชนคนเดินดิน แต่อย่างว่าล่ะนะถึงจะเป็นม็อบจัดตั้งยกมาหาเรื่อง ถ้ายึดมั่นในหลักอหิงสาจริง ไม่ใช้ความรุนแรงตอบโต้ เหตุการณ์ก็คงไม่ลุกลามบานปลายจนมีคนเสียชีวิตหรอก (แต่คิดในอีกแง่หนึ่ง ฝ่ายอหิงสาก็อาจจะได้พลีชีพซะเองก็ได้ ก็อย่างที่บอกไปล่ะ ว่าถ้าอยากสู้ด้วยวิถีอหิงสาจริง ก็ต้องกล้ายอมสละชีวิตอยู่แล้ว)
ว่าแต่การยึดหลักอหิงสาแล้วต้องมาพลีชีพนี่มันดียังไง เดี๋ยวคนไทยจะหาว่ามายึดหลักการอะไรโง่ๆ ยอมให้คนอื่นทำร้ายโดยง่าย ไม่สมศักดิ์ศรีพี่ไทยเลย ที่จริงเป็นวิธีการที่ลึกซึ้งเฉียบคมมาก เพราะการที่มีภาพออกไปว่าฝ่ายโจมตีใช้ความรุนแรงโดยที่อีกฝ่ายไม่ตอบโต้อะไรเลยเนี่ย จะยิ่งเพิ่มความชอบธรรมและปลุกระดมมวลชนให้มาเข้าร่วมกันมากขึ้นได้อย่างดีเลย คนทั่วๆไปก็จะเกิดความเห็นใจและสนับสนุนฝ่ายอหิงสาเพื่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามที่ใช้ความรุนแรงเข้าจัดการ แต่การชูธงบอกว่าเป็นกองทัพธรรมและยึดหลักอหิงสาของพันธมิตรนั้น มันช่วยดึงมวลชนไม่ได้มากหรอกนะ (ถึงจะมีคนไปร่วมเป็นพันเป็นหมื่นก็เถอะ แต่ยังมีคนอีกเป็นแสนเป็นล้านที่ไม่ขอเข้าร่วมฝ่ายไหน ซึ่งผมเองก็ไม่ค่อยชอบพวกที่หลงชื่นชมตัวเองว่าดีเลิศกว่าใครอื่นเกินความเป็นจริง) ดังนั้นก็น่าจะเปลี่ยนสโลแกนไปเน้นว่าเป็นยามเฝ้าแผ่นดินหรือหมาเฝ้าบ้านก็น่าจะเหมาะสมกว่ากับแนวทางการต่อสู้ที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ เพราะถึงแม้เป้าหมายจะเป็น "ธรรม" แต่วิธีการที่ใช้นั้นมันก็มีทั้ง "ธรรม" และ "ไม่ธรรม" อ่ะนะ ปนเปกันไปเป็นสีเทาๆ คือเป็นปุถุชนคนธรรมดา ที่ยังมีรัก โลภ โกรธ หลง อยู่บ้าง แต่ก็มีความรักชาติ สำนึกบุญคุณแผ่นดินมากกว่านักการเมืองบางคน อย่างนี้ค่อยยอมรับได้หน่อย แล้วอย่างที่บอกผู้ปราศรัยบางท่านก็เอาแต่ปลุกขวัญกำลังใจผู้ร่วมชุมนุมพันธมิตร มีคนเด่นคนดังคนดีท่านไหนพูดอะไรตรงใจพันธมิตร ก็ยกมาชื่นชมเสียยกใหญ่ แต่ถ้ามีใครไม่เห็นด้วยอะไรล่ะก็ ก็จะด่าเสียหายไปเลย ถ้าเป็นประชาธิปไตยจริงก็ควรยอมรับฟังและยกเอาเหตุผลมาพูดกันดีกว่า อย่ามัวแต่ห่วงว่าผู้ร่วมชุมนุมจะเอาใจออกห่าง เพราะไปฟังความคิดเห็นอื่นแล้วทำให้จิตใจไขว้เขวแล้วจะไม่มาชุมนุมอีก ซึ่งมันก็เป็นสิทธิของทุกๆคนอยู่แล้วที่จะรับฟังข้อมูลจากหลายๆฝ่าย แล้วมาตรึกตรองกันเอาเอง ไม่ต้องให้ใครมาชี้นำ
เชื่อว่าถ้าพันธมิตรปรับเปลี่ยนวิธีการต่อสู้ใหม่ คงทำให้มีมวลชนอยากเข้าร่วมกันมากขึ้น เพราะคนที่เป็นกลางในตอนนี้เค้าก็คงจะเบื่อระอากับลมปากการยึดหลักอหิงสา (เวอร์ชั่นพันธมิตร) กันแล้ว แต่ก็เบื่อ (อาจถึงขั้นเกลียด) ใครบางคน ที่ตอนนี้พันธมิตรกำลังยืนด่าขับไล่อยู่ก็เป็นได้
มาดูกันถ้าผู้นำการชุมนุม ยึดมั่นในหลักอหิงสาแบบท่านมหาตมะ คานธี นักต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพของชาวอินเดีย ควรจะเป็นยังไง
... รักเพื่อนมนุษย์ทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ฝ่ายตรงข้าม
... ไม่ใช้ความรุนแรงทั้งทางกาย และวาจา การด่าฝ่ายตรงข้ามก็เท่ากับเป็นการทำร้ายจิตใจเขา จะยิ่งยั่วยุให้มีการใช้ความรุนแรงมาตอบโต้กันมากขึ้น
... ถ้าถูกฝ่ายตรงข้ามโจมตี หรือเจ้าที่รัฐมาปราบปราม จะไม่ตอบโต้ ไม่ใช้ความรุนแรง ไม่หลบ ไม่เอาอะไรป้องกันทั้งสิ้น เพราะจะยิ่งทำให้ฝ่ายตรงข้ามนึกว่าเราจะตอบโต้กลับ จะยิ่งทำให้เขาเกิดความกลัวขึ้นในจิตใจ และเขาจะยิ่งทำร้ายฝ่ายเราหนักมากขึ้น วิธีการอหิงสาก็คือ ยอมให้ทุบตี ทำร้ายตามใจชอบ ไม่ตอบโต้และระวังอย่าให้คนที่มาตีเราได้รับบาดเจ็บด้วย (ถ้าสงสัย ให้ดูข้อแรก) ซึ่งสุดท้ายแล้วคนที่มาทำรุนแรงกับเรา จะค่อยๆสงบลงเอง เพราะเขาจะสำนึกได้ถึงมนุษยธรรมและความรักที่มนุษย์พึงมีให้กัน ลองคิดดูสิ มีคนไหนบ้าง (ถ้าไม่ได้เลวมาแต่กำเนิด) ที่จะทำร้ายคนอื่นได้ตลอดถ้าผู้ถูกทำร้ายไม่ตอบโต้เลย ความรุนแรงของการจลาจลมันเกิดขึ้นเพราะต่างฝ่ายต่างไม่ยอมแพ้ ใช้ความรุนแรงเข้าหากัน มันตีมา 1 ที เราก็ตีกลับไป 2 ที ตาต่อตา ฟันต่อฟัน มันก็จะยิ่งรุนแรงหนักขึ้นไปอีก และสุดท้ายก็จะยุติลงด้วยการที่ฝ่ายหนึ่งหยุดตอบโต้ (เพราะสลบคาตีน หรือเสียชีวิตไปเรียบร้อย)
มีตัวอย่างสมัยก่อน ที่ผู้ชุมนุมชาวอินเดีย ถูกตำรวจเข้าปราบปราม ถูกทุบตีจนล้มลง แต่เขาก็ลุกขึ้นมาใหม่โดยไม่ตอบโต้ตำรวจเลย ก็ถูกตีไปหลายครั้ง แต่ก็ไม่ยอมตอบโต้ สุดท้ายตำรวจเกิดความละอายใจ หยุดการทำร้ายประชาชน
... อารยะขัดขืน สามารถทำได้ เป็นการแสดงให้เห็นว่าเราจำเป็นต้องปฏิบัติตามหลักการอื่นที่สำคัญยิ่งกว่าตัวบทกฎหมาย (เช่นคุณธรรมและประชาธิปไตย) ถึงกับต้องฝ่าฝืนกฎหมายเลยทีเดียว แต่ ย้ำว่าแต่ ต้องยอมรับความผิดตามกฏหมายแต่โดยดีด้วย ไม่ใช่ว่าอารยะขัดขืนแล้วหนี, ดื้อแพ่งไม่สนใจกฎ หรือให้คนมาล้อมเป็นกำแพงมนุษย์เพื่อไม่ให้ตำรวจมาจับ
เพราะฉะนั้นผู้ที่จะต่อสู้แบบอหิงสาได้ ต้องมีความกล้าหาญเป็นอย่างมาก ต้องมีจิตใจที่เข้มแข็ง ไม่หวั่นเกรงกับอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งอาจถึงกับทำให้ได้ไปเสวยผลบุญแบบทันตาเห็น ซึ่งก็คือผลบุญจากการรักและหวังดีกับเพื่อนมนุษย์โดยช่วยให้ฝ่ายที่มาทำร้าย ได้ตาสว่างและหยุดใช้ความรุนแรงนั่นเอง ซึ่งที่จริงแล้วการใช้ความรุนแรงนี่กลับเป็นวิธีการของคนขี้ขลาดตาขาว ไม่ได้กล้าหาญน่าชื่นชมอะไรเลย เพราะเกิดความกลัว กลัวตัวเองจะเจ็บ กลัวจะพ่ายแพ้ กลัวเสียหน้า กลัวตาย จึงต้องใช้ความรุนแรงทำกับคนอื่นก่อน
ดังนั้นการต่อสู้กู้ชาติของพันธมิตร ที่ทำอยู่ทุกวันนี้ ก็คงจะเป็นอหิงสาคนละเวอร์ชั่นกับของท่านมหาตมะ คานธี เป็นอหิงสาเวอร์ชั่นพันธมิตร แบบว่าอหิงสาเป็นบางสภาวะอ่ะนะ สามารถใช้ความรุนแรงได้ตามความจำเป็น และใช้ความรุนแรงได้ระดับพอหอมปากหอมคอ เช่น การด่าโจมตีฝ่ายรัฐบาล แถมบางทีก็ลามปามไปถึงบรรดานักวิชาการและคนที่ไม่เห็นด้วยกับวิถีพันธมิตร (ซึ่งผมว่าไม่เป็นประชาธิปไตยเอาซะเลย ใครพูดอะไรที่เข้าข้างพันธมิตรก็ชื่นชม แต่พอมีใครไม่เห็นด้วย ก็ด่ากราดสาดเสียเทเสีย เหมือนไม่ใช่ปัญญาชนคนมีความรู้มาพูด ที่จริงประชาธิปไตยควรจะยอมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างอ่ะนะ ไม่ใช่ว่าความคิดของตัวเองจะถูกต้อง 100% อยู่ผู้เดียว) นอกจากการใช้ความรุนแรงทางวาจาแล้ว บางทีก็อาจมีการออกไปขยับแข้งขยับขากันบ้าง อย่างเช่น ยุทธการดาวกระจาย ไปปิดล้อมสถานที่ราชการ ยึดสถานี NBT เหตุการณ์การยึดทำเนียบรัฐบาล และวันที่ 2 ก.ย. ที่มีผู้เสียชีวิตจากการปะทะ 1 ราย ซึ่งยังหาตัวผู้ร้ายไม่เจอ และฝ่ายพันธมิตรก็พยายามไม่พูดถึงเลยว่าฝ่ายพันธมิตรนั่นแหละที่ทุบตีอีกฝ่ายถึงตาย หรือคนตีอาจจะเป็นมือที่ 3 ที่มาก่อกวนสวมรอยเป็นพันธมิตรก็ไม่อาจทราบได้ ซึ่งมันยากมากเลยนะการตีคนให้ตายเนี่ยเมื่อเทียบกับการใช้ปืนยิง แต่ฝ่ายพันธมิตรก็ยังคงยกประเด็นขึ้นมาโหมกระหน่ำโจมตีรัฐบาลว่า ม็อบ นปช.ที่ยกมาคืนนั้น เป็นม็อบจัดตั้งโดยคนใน ซึ่งจะจริงหรือไม่จริงไม่รู้ แต่เท่าที่ดูหนังสือพิมพ์ ก็พอจะมีมูลอยู่บ้าง แถมตำรวจที่ตั้งด่านในคืนนั้นตั้ง 3 จุด ก็ยังปล่อยให้ม็อบพวกนี้เคลื่อนที่มาใกล้พันธมิตรได้อย่างง่ายดาย ดูรูปแล้วแทบไม่อยากเชื่อ ตำรวจยืนเรียงแถวปล่อยให้ นปช. เดินผ่านง่ายๆ เลย ถ้าเป็นการจัดตั้งขึ้นมาจริงๆ คนที่คิดแผนเอาม็อบชนม็อบเพื่อฉวยโอกาสให้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้นี่ ก็ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ คิดแผนที่ผิดมนุษยธรรมอย่างร้ายแรงได้ถึงขนาดนี้ โดยไม่สนใจชีวิตของประชาชนคนเดินดิน แต่อย่างว่าล่ะนะถึงจะเป็นม็อบจัดตั้งยกมาหาเรื่อง ถ้ายึดมั่นในหลักอหิงสาจริง ไม่ใช้ความรุนแรงตอบโต้ เหตุการณ์ก็คงไม่ลุกลามบานปลายจนมีคนเสียชีวิตหรอก (แต่คิดในอีกแง่หนึ่ง ฝ่ายอหิงสาก็อาจจะได้พลีชีพซะเองก็ได้ ก็อย่างที่บอกไปล่ะ ว่าถ้าอยากสู้ด้วยวิถีอหิงสาจริง ก็ต้องกล้ายอมสละชีวิตอยู่แล้ว)
ว่าแต่การยึดหลักอหิงสาแล้วต้องมาพลีชีพนี่มันดียังไง เดี๋ยวคนไทยจะหาว่ามายึดหลักการอะไรโง่ๆ ยอมให้คนอื่นทำร้ายโดยง่าย ไม่สมศักดิ์ศรีพี่ไทยเลย ที่จริงเป็นวิธีการที่ลึกซึ้งเฉียบคมมาก เพราะการที่มีภาพออกไปว่าฝ่ายโจมตีใช้ความรุนแรงโดยที่อีกฝ่ายไม่ตอบโต้อะไรเลยเนี่ย จะยิ่งเพิ่มความชอบธรรมและปลุกระดมมวลชนให้มาเข้าร่วมกันมากขึ้นได้อย่างดีเลย คนทั่วๆไปก็จะเกิดความเห็นใจและสนับสนุนฝ่ายอหิงสาเพื่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามที่ใช้ความรุนแรงเข้าจัดการ แต่การชูธงบอกว่าเป็นกองทัพธรรมและยึดหลักอหิงสาของพันธมิตรนั้น มันช่วยดึงมวลชนไม่ได้มากหรอกนะ (ถึงจะมีคนไปร่วมเป็นพันเป็นหมื่นก็เถอะ แต่ยังมีคนอีกเป็นแสนเป็นล้านที่ไม่ขอเข้าร่วมฝ่ายไหน ซึ่งผมเองก็ไม่ค่อยชอบพวกที่หลงชื่นชมตัวเองว่าดีเลิศกว่าใครอื่นเกินความเป็นจริง) ดังนั้นก็น่าจะเปลี่ยนสโลแกนไปเน้นว่าเป็นยามเฝ้าแผ่นดินหรือหมาเฝ้าบ้านก็น่าจะเหมาะสมกว่ากับแนวทางการต่อสู้ที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ เพราะถึงแม้เป้าหมายจะเป็น "ธรรม" แต่วิธีการที่ใช้นั้นมันก็มีทั้ง "ธรรม" และ "ไม่ธรรม" อ่ะนะ ปนเปกันไปเป็นสีเทาๆ คือเป็นปุถุชนคนธรรมดา ที่ยังมีรัก โลภ โกรธ หลง อยู่บ้าง แต่ก็มีความรักชาติ สำนึกบุญคุณแผ่นดินมากกว่านักการเมืองบางคน อย่างนี้ค่อยยอมรับได้หน่อย แล้วอย่างที่บอกผู้ปราศรัยบางท่านก็เอาแต่ปลุกขวัญกำลังใจผู้ร่วมชุมนุมพันธมิตร มีคนเด่นคนดังคนดีท่านไหนพูดอะไรตรงใจพันธมิตร ก็ยกมาชื่นชมเสียยกใหญ่ แต่ถ้ามีใครไม่เห็นด้วยอะไรล่ะก็ ก็จะด่าเสียหายไปเลย ถ้าเป็นประชาธิปไตยจริงก็ควรยอมรับฟังและยกเอาเหตุผลมาพูดกันดีกว่า อย่ามัวแต่ห่วงว่าผู้ร่วมชุมนุมจะเอาใจออกห่าง เพราะไปฟังความคิดเห็นอื่นแล้วทำให้จิตใจไขว้เขวแล้วจะไม่มาชุมนุมอีก ซึ่งมันก็เป็นสิทธิของทุกๆคนอยู่แล้วที่จะรับฟังข้อมูลจากหลายๆฝ่าย แล้วมาตรึกตรองกันเอาเอง ไม่ต้องให้ใครมาชี้นำ
เชื่อว่าถ้าพันธมิตรปรับเปลี่ยนวิธีการต่อสู้ใหม่ คงทำให้มีมวลชนอยากเข้าร่วมกันมากขึ้น เพราะคนที่เป็นกลางในตอนนี้เค้าก็คงจะเบื่อระอากับลมปากการยึดหลักอหิงสา (เวอร์ชั่นพันธมิตร) กันแล้ว แต่ก็เบื่อ (อาจถึงขั้นเกลียด) ใครบางคน ที่ตอนนี้พันธมิตรกำลังยืนด่าขับไล่อยู่ก็เป็นได้
ป้ายกำกับ:
บ้านเมืองของเรา
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
