แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องประทับใจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องประทับใจ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2551

สอบปีสุดท้ายกับ Honor system

เมื่อวานเพิ่งสอบปลายภาควิชาสุดท้ายเสร็จ ซึ่งเทอมนี้ได้มีโอกาสสอบกันแบบระบบไว้เนื้อเชื่อใจถึง 2 วิชา ให้ความรู้สึกที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการสอบที่ผ่านๆมาในชีวิต แล้วมันเป็นยังไงเจ้าระบบไว้เนื้อเชื่อใจที่ว่าเนี่ย ภาษาอังกฤษเรียก Honor system แปลเป็นไทยแบบสวยหรูคือระบบเกียรติศักดิ์ การสอบแบบนี้ง่ายมาก อาจารย์ก็แค่เอาข้อสอบมาแจกให้นักศึกษาแต่ละคน จัดให้นั่งแยกๆกระจายกันไป ต่างคนต่างทำ แล้วอาจารย์ก็เดินออกจากห้องไป ทิ้งซองกระดาษสีน้ำตาลใส่ข้อสอบไว้ให้ดูต่างหน้า ใครทำเสร็จก็เอาข้อสอบมาใส่ เป็นอันเสร็จสิ้นการสอบ พอหมดเวลาอาจารย์ก็โผล่มาอีกทีมาเก็บข้อสอบกลับไป ง่ายๆแค่นี้เองแต่ให้ความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ ฟังดูอาจจะเวอร์ไปนิด แต่การที่มีคนไว้ใจเราขนาดนี้กลับรู้สึกดี ไม่เหมือนสมัยเป็นนักเรียนหรือเป็นนักศึกษาปีแรกๆที่อาจารย์เข้มงวดกับการสอบมาก กระดาษแค่เสี้ยวเดียวก็อาจจะทำให้สอบตกได้ พอหมดเวลาปั๊บก็มาดึงข้อสอบไปเลย แต่ความเข้มงวดมันก็ขึ้นอยู่กับแต่ละที่แต่ละคณะด้วยละนะ แต่อย่างน้อยก็คือต้องมีอาจารย์นั่งเฝ้า ซึ่งอาจารย์จะนั่งเม้าท์กัน อ่านหนังสือหรือทำอะไรก็สุดแท้แต่อาจารย์ แค่ให้มองเห็นความเคลื่อนไหวในห้องสอบไม่ให้มีใครโกงก็พอ ส่วนใหญ่คนสอบก็จะไม่ค่อยกล้าโกงหรือลอกกันหรอก (แต่ถ้ามีโอกาสก็จะทำ 55+ นั่นขึ้นอยู่กับนิสัยและประสบการณ์แต่ละคนด้วย) แต่พอได้มาสอบกันแบบผู้ใหญ่เป็น Honor system นี่สิ มีโอกาสโกงได้ตลอดเวลา คนสอบก็มีอยู่ไม่กี่คน ช่างยั่วยุกิเลศตัณหาให้อยากล้วงๆควักๆ...ตำราออกมาเปิดใจจะขาด ผมว่าถ้าร่วมมือกันทั้งห้องสอบนี่ลอกกันสบายเลย แต่ปรากฎว่าไม่มีใครทำอย่างนั้น (อดเลย 55+) ผมว่าสอบแบบนี้มันให้ความรู้สึกไปอีกแบบ คนสอบมักไม่ค่อยกล้าโกง (ถ้ามีจริยธรรมมากพอ) คือถ้าโกงกันก็จะรู้สึกผิดที่อาจารย์อุตส่าห์มอบความไว้วางใจ ให้เกียรติกันขนาดนี้ การลอกข้อสอบก็เท่ากับไม่เคารพในความไว้วางใจนั้น ถึงแม้อาจารย์จะไม่รู้ไม่เห็นการฉ้อโกงก็ตาม ที่สำคัญภาพเหตุการณ์ขณะสอบนั้นจะติดวนเวียนอยู่ในสมองไปจนตาย ถ้าหากสามารถสอบได้โดยไม่โกงกันเลยแม้แต่น้อย จะเกิดความภาคภูมิใจในตนเองและเกรดที่ได้มาโดยสุจริต แต่ถ้าทนกิเลศไม่ไหว พฤติกรรมที่ไม่สุจริตนั้นจะคอยย้ำเตือนให้รู้สึกผิดตลอดช่วงชีวิต เกรดที่ได้มาก็ไม่น่าภาคภูมิใจ มันทำให้เห็นสัจธรรมชีวิตเลยว่าเกรดซึ่งเป็นของนอกกาย (รวมทั้งเงินทอง ยศศักดิ์ อำนาจ) เทียบไม่ได้เลยกับเกียรติและความซื่อสัตย์สุจริต แล้วไม่แน่ว่าคนที่ร่วมสอบอยู่ด้วยมาเห็นการกระทำนั้นก็อาจจะเกิดความรู้สึกในแง่ลบกับคนโกงขึ้น กลายเป็นว่าคนโกงในระบบเกียรติศักดิ์เลวยิ่งกว่าคนโกงในระบบทั่วไปซะอีก ความกลัวเกรงการทำผิดใน Honor System กับระบบการสอบธรรมดามันต่างกัน ในระบบการสอบธรรมดา เราไม่กล้าโกงเพราะกลัวถูกลงโทษตามกฏนั่นคือถูกปรับตกในวิชานั้นและอาจถูกพักการเรียนด้วย แต่ในระบบ Honor System มันเป็นระดับที่สูงกว่านั้นคือกลัวเกรงต่อจิตใจส่วนที่ดีของตน เกรงกลัวต่อบาป (หิริโอตตัปปะ) และบทลงโทษทางสังคม ดังนั้นการสอบในปีสุดท้ายนี้ นอกจากจะเป็นการสอบเพื่อวัดความรู้แล้ว ยังเป็นการทดสอบใจตัวเองด้วย ว่ามีคุณธรรมจริยธรรมเพียงพอที่จะจบเป็นบัณฑิตไปรับใช้ประชาชนหรือยัง โดยที่มีตัวเราเองนี่แหละเป็นผู้ตัดสินให้คะแนน จะว่าไปการสอบแบบไว้ใจกันอย่างนี้น่าจะปลูกฝังความซื่อสัตย์ให้เยาวชนได้ดีกว่าการพร่ำสอนกันปากเปียกปากแฉะหรือต้องมีคนคอยคุมคอยจับตาดูอยู่ตลอดเวลาเหมือนที่บ้านเมืองเราเป็นอยู่ตอนนี้ เยาวชนจะได้เติบโตเป็นอนาคตของชาติ เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตในตัวเองไม่ต้องให้มีใครมาคอยตรวจสอบ ถึงอยู่ลับหลังก็หน้าบางไม่กล้าโกง ไม่เหมือนนักการเมืองไทย ที่มีองค์กรคอยตรวจสอบสารพัด มีประชาชนคอยจับตามองทั้งประเทศ แต่ก็ยังโกงทรัพย์สินของชาติกันหน้าตาเฉย จับได้แล้วว่าโกงก็ยังไม่รู้ร้อนรู้หนาว เหมือนเด็กนักเรียนที่โดนจับได้ว่าแอบพกโพยเข้าห้องสอบก็ยังเถียงอาจารย์เอาเป็นเอาตาย ไม่ยอมรับผิด ทำให้นึกถึงบทความของอาจารย์นิธิที่บอกว่าปฏิรูปการเมืองอย่างเดียวไม่ช่วยแก้ปัญหาบ้านเมืองหรอก คงจะจริงเพราะที่สำคัญกว่านั้นคือการพัฒนาคุณภาพของคนต่างหาก ควรจะมีการปฏิรูปสังคม ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปวัฒนธรรมกันใหม่ได้แล้ว ประเทศชาติเราต้องการคนดี ซื่อสัตย์สุจริตทั้งต่อหน้าและลับหลัง ทั้งเมื่ออยู่ต่อหน้าสาธารณชนและเป็นส่วนตัวคนเดียว ทั้งเมื่อมีกฏหมายบังคับและไม่มีกฏหมายบังคับ มิฉะนั้นก็จะยังคงมีนักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจสายพันธุ์เดิมๆ หาช่องว่างของกฏหมาย ลักลอบบ่อนทำลายชาติกันต่อไป เหมือนนักเรียนหัวเกรียนที่แอบลอกข้อสอบตอนอาจารย์เผลอเหล่สาว ถึงจะมีอาจารย์คอยเฝ้ากี่คนมันก็ป้องกันการทุจริตได้ไม่ยั่งยืนหรอก

วันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2551

Let us complain less and give more! - กำลังใจให้คุณ

ใครที่กำลังท้อแท้กับชีวิต หมดอาลัยตายอยาก เบื่อ โศกเศร้า เหงา คิดว่าชีวิตตัวเองลำบากมาก ลองอ่าน Forward mail นี้ดู แล้วจะเห็นคุณค่าของชีวิต เมื่อรู้ว่ายังมีคนอีกมากมายที่ลำบากกว่าเราเยอะ และพวกเขาก็กำลังต่อสู้อยู่อย่างไม่ยอมแพ้ ...












If you think you are unhappy, look at them


If you think your salary is low, how about her?


If you think you don't have many friends...


When you feel like giving up, think of this man


If you think you suffer in life, do you suffer as much as he does?


If you complain about your transport system, how about them?

If your society is unfair to you, how about her?


Enjoy life how it is and as it comes

Things are worse for others and is a lot better for us

There are many things in your life that will catch your eye but only a few will catch your heart....pursue those...

This email needs to circulate forever...

วันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2551

Beijing Welcomes You & You and Me - Olympics 2008

ชอบ MV 2 อันนี้มาก ดูกี่ครั้งก็ประทับใจ โอลิมปิกครั้งนี้จีนจัดได้อย่างยิ่งใหญ่และประทับใจสมกับที่ลงทุนลงแรงเตรียมงานมาอย่างดีจริงๆครับ

ก็หวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของสันติภาพและความร่วมแรงร่วมใจของมนุษยชาติ เพื่อโลกที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เพราะเราทุกคน ไม่ว่าจะชนชาติไหน อยู่ในดินแดนใด ประเทศอะไร ก็ล้วนแต่เป็นพี่น้องกัน เป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกันทั้งนั้น

"One World One Dream" เชื่อว่าทุกคนคงมีความฝันที่โลกใบนี้จะไม่มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ความขัดแย้ง หรือการแบ่งแยกชนชั้น อยากให้มีแต่สันติภาพและความรัก ทุกคนเป็นครอบครัวเดียวกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน ประเทศที่เจริญแล้วช่วยพัฒนาและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้แก่ประเทศที่ด้อยกว่า ซึ่งความฝันนี้ถึงจะเป็นไปได้ยากเพียงใดก็ตาม ก็ยังหวังว่ามันจะกลายเป็นจริงสักวันหนึ่ง หรืออย่างน้อยก็ขอให้มันเป็นไปได้ให้มากที่สุด และที่สำคัญความฝันนี้จะสำเร็จได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับทุกๆคนที่จะช่วยกันสร้างมันขึ้นมา (ขอแค่อย่าต่างคนต่างฝัน ฝันเพื่อผลประโยชน์เฉพาะตนหรือพวกพ้อง โดยไม่สนใจความอดอยากยากไร้หรือความเดือดร้อนของเพื่อนร่วมชาติและร่วมโลก )

เคยฟังนิทานเรื่องลุงโง่ย้ายภูเขามั้ยครับ หน้าบ้านลุงโง่มีภูเขาใหญ่ขวางอยู่ 2 ลูก เวลาแกจะไปไหนมาไหนก็ลำบาก วันหนึ่งแกก็เดินตรงไปที่ภูเขา แล้วเริ่มลงมือขุด ขุดและขุด เพื่อที่จะย้ายภูเขาออกไปจากหน้าบ้าน ทำไปไม่มีที่สิ้นสุด ทำอยู่อย่างนั้นเรื่อยมาเป็นเวลานานหลายปี ก็เริ่มมีลูกหลานมาช่วยกันขุดด้วย วันหนึ่งลุงฉลาดก็ถามลุงโง่ว่า ทำไมถึงทำอย่างนั้นทั้งๆที่รู้อยู่ว่าไม่มีทางย้ายภูเขาได้สำเร็จหรอก ลุงโง่ก็ตอบกลับไปว่า

"ต้องย้ายสำเร็จสิ เพราะ ภูเขานับวันก็มีแต่จะกร่อนลงเรื่อยๆ แต่นับวันข้าก็มีลูกหลานที่จะมาช่วยกันขุดมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงข้าจะตายไป แต่ก็ยังมีรุ่นลูก รุ่นหลาน รุ่นเหลน รุ่นโหลน และรุ่นต่อๆไป มาช่วยกัน สักวันหนึ่งก็จะต้องย้ายได้สำเร็จ"

ตอนจบ คือ เทวดาเกิดความสะเทือนใจกับคำพูดของลุงโง่ จึงลงมาช่วยยกภูเขา 2 ลูกนี้ออกไป.


Beijing Welcome You [MV] 2008 Olympic Game
Uploaded by d123am

You and Me - Beijing Olympic Song 2008

วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2551

สำหรับเมืองไทยวันนี้...

ธรรมะจากท่านพุทธทาส

จงทำกับเพื่อนมนุษย์โดยคิดว่า...
เขาเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของเรา.
เขาเป็นเพื่อนเวียนว่ายอยู่ในวัฎฎสงสารด้วยกันกะเรา.
เขาก็ตกอยู่ใต้อำนาจกิเลส เหมือนเรา ย่อมพลั้งเผลอไปบ้าง.
เขาก็มีราคะ โทสะ โมหะ ไม่น้อยไปกว่าเรา.
เขาย่อมพลั้งเผลอบางคราว เหมือนเรา.
เขาก็ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม เหมือนเรา ไม่รู้จักนิพพานเหมือนเรา.
เขาโง่ในบางอย่าง เหมือนที่เราเคยโง่.
เขาก็ตามใจตัวเองในบางอย่าง เหมือนที่เราเคยกระทำ.
เขาก็อยากดี เหมือนเรา ที่อยาก ดี-เด่น-ดัง.
เขาก็มักจะกอบโกยและเอาเปรียบเมื่อมีโอกาส เหมือนเรา.
เขามีสิทธิที่จะบ้าดี-เมาดี-หลงดี-จมดี เหมือนเรา.
เขาเป็นคนธรรมดา ที่ยึดมั่น ถือมั่น อะไรต่างๆ เหมือนเรา.
เขาไม่มีหน้าที่ ที่จะเป็นทุกข์ หรือตายแทนเรา.
เขาเป็นเพื่อนร่วมชาติ ร่วมศาสนา กะเรา.
เขาก็ทำอะไรด้วยความคิดชั่วแล่น และผลุนผลัน เหมือนเรา.
เขามีหน้าที่รับผิดชอบต่อครอบครัวของเขา มิใช่ของเรา.
เขามีสิทธิ ที่จะมีรสนิยมตามพอใจของเขา.
เขามีสิทธิ ที่จะเลือก ( แม้ศาสนา ) ตามพอใจของเขา.
เขามีสิทธิ ที่จะใช้สมบัติสาธารณะ เท่ากันกับเรา.
เขามีสิทธิ ที่จะเป็นโรคประสาท หรือเป็นบ้า เท่ากับเรา.
เขามีสิทธิ ที่จะขอความช่วยเหลือ เห็นอกเห็นใจ จากเรา.
เขามีสิทธิ ที่จะได้รับอภัยจากเรา ตามควรแก่กรณี.
เขามีสิทธิ ที่จะเป็นสังคมนิยม หรือเสรีนิยม ตามใจเขา.
เขามีสิทธิ ที่จะเห็นแก่ตัว ก่อนเห็นแก่ผู้อื่น.
เขามีสิทธิ แห่งมนุษย์ชน เท่ากันกับเรา , สำหรับจะอยู่ในใลก.

.... ถ้าเราคิดกันอย่างนี้ จะไม่มีการขัดแย้งใดๆเกิดขึ้น.

วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2551

7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

เรื่องเล่าจาก Forward mail ...

ครูถามนักเรียนว่า “อะไรคือมหัศจรรย์ทั้งเจ็ดของโลก”คำตอบมีต่างกันบ้าง แต่นักเรียนส่วนใหญ่ก็เลือกคำตอบดังนี้
( A group of students were asked to list what they thought were the present "Seven Wonders of the World." Though there were some disagreements,the following received the most votes:)

1. Egypt's Great Pyramids ปิรามิดแห่งอียิปต์

2. Taj Mahal ทัช มาฮาล

3. Grand Canyon ยอดเขาแกรนด์แคนย่อน

4. Panama Canal คลองปานามา

5. Empire State Building ตึกเอ็มไพร์สเตท

6. St. Peter's Basilica บาซิลิก้าแห่งวิหารเซนต์ปีเตอร์

7. China's Great Wall กำแพงเมืองจีน

ระหว่างที่รวบรวมคำตอบ ครูผู้สอนสังเกตเห็นว่า มีนักเรียนที่ยังเขียนไม่เสร็จอยู่คนหนึ่ง
(While gathering the votes, the teacher noted that one student had not finished her paper yet.)

ครูจึงถามเธอว่าเด็กหญิงเลือกไม่ถูกหรืออย่างไรเด็กหญิงตอบว่า “ค่ะ หนูไม่ทราบว่าจะเลือกอันใหนดี เพราะมันช่างมีมากมายเหลือเกิน”
(So she asked the girl if she was having trouble with her list. The girl replied, "Yes, a little. I couldn't quite make up my mind because there were so many.“)

ครูเอ่ยขึ้นว่า “งั้นหนูก็ลองบอกให้ฟังหน่อยสิจ้ะ เผื่อพวกเราจะช่วยได้”
(The teacher said, "Well, tell us what you have, and maybe we can help".)

เด็กหญิงรีรอสักครู่หนึ่ง ก่อนอ่านสิ่งที่ตนเขียน “หนูคิดว่า เจ็ดมหัศจรรย์ของโลก คือ..”
( "The girl hesitated, then read: "I think the 'Seven Wonders of the World' are:)

1. To See...การมองเห็น

2. To Hear...การได้ยิน

3. To Touch...การได้สัมผัส

4. To Taste...การได้รู้รส

5. To Feel...การได้รู้สึก

6. To Laugh...การได้ยิ้มหัวเราะ

7. And to Love….การได้รัก

ทั้งห้องอึ้งเงียบ เงียบมากขนาดได้ยินเสียงเข็มหล่นพื้นทีเดียวเรามองข้ามสิ่งเรียบง่ายและแสนธรรมดาไปโดยสิ้นเชิง
( The room was so quiet you could have heard a pin drop.The things we overlook as simple and ordinary and that we take for granted are truly wondrous!)

ขอย้ำอีกนิด :
(A gentle reminder :)

สิ่งมีค่าที่สุดในชีวิต มิอาจสร้างได้ด้วยมือหรือซื้อหาได้ด้วยเงินอย่ามัวแต่ยุ่งจนลืมส่งสิ่งนี้ให้ใครต่อใครนะจ้ะแล้วคุณจะได้พบกับสิ่งที่ดีดี
(That the most precious things in life cannot be built by hand or bought by money.Don't be too busy to pass this along.)
...

เป็นเรื่องที่มีคุณค่าน่าเผยแพร่ต่อจริงๆครับ ^^

ตลอดช่วงเวลาที่มนุษยชาติครองโลก ได้สร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์และสิ่งก่อสร้างที่น่าจะนับได้ว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกเอาไว้มากมาย จนคนยุคนี้จัดกันไม่หวาดไม่ไหว

มีทั้ง 7 สิ่งมหัศจรรย์ยุคโบราณ ยุคกลาง ยุคปัจจุบัน และล่าสุด ยุคใหม่ที่ใช้วิธีคัดสรรแหวกแนวไปจากเดิม โดยให้คนทั่วโลกโหวตกัน เพิ่งเสร็จสิ้นไปเมื่อปีที่แล้วนี่เอง (ประกาศผลเมื่อวันที่ 7 เดือน 7 ปี 2007) ก็ได้มาอีก 7 แห่ง คือ ชิเชนอิตซา, สนามกีฬาโคลอสเซียม, รูปปั้นพระเยซูคริสต์, มาชู ปิกชู, กำแพงเมืองจีน, ทัชมาฮาล และเปตรา

แต่ละแห่งล้วนยิ่งใหญ่อลังการสมกับตำแหน่งที่ได้รับ และมีคุณค่าในตัวของมันเองรวมทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงอารยธรรมและค่านิยมของคนในยุคก่อน

แต่สิ่งที่น่าจะนับได้ว่ามหัศจรรย์ที่สุดนั้นก็คือ...มนุษย์

ทุกสิ่งที่มหัศจรรย์ล้วนรวมอยู่ในตัวมนุษย์ และมนุษย์นี่เองที่เป็นผู้สร้างสรรค์สิ่งมหัศจรรย์ให้แก่โลกใบนี้

น่าเศร้าที่คนยุคนี้กลับถูกสิ่งมหัศจรรย์ทางวัตถุที่ตนคิดขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิต ย้อนกลับมามอมเมา จนลืมนึกถึงสิ่งมหัศจรรย์ที่สุดที่มีอยู่ในตัวเราทุกคน

... คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต ทีวี เกมส์ โทรศัพท์มือถือ รถยนต์ ศูนย์การค้า และอื่นๆ อีกมากมาย...

หลายๆคนหลงใหลยึดติดกับมัน จนลืมสนใจคนรอบข้าง ลืมนึกถึงคุณค่าที่แท้จริงของชีวิต
ลืมแก่นแท้ของสิ่งมหัศจรรย์ต่างๆในโลกนี้ที่มนุษย์เราสร้างขึ้น และลืมแม้กระทั่งตัวตนของตัวเอง

เคยได้ยินมั้ย "จงเป็นนายของเงินทอง แต่อย่าให้เงินทองเป็นนายของเรา จงอย่าให้มันมาบงการชีวิตเรา"

เช่นกันกับทรัพย์สินทางวัตถุอื่นๆ จงเป็นนายของมัน แต่อย่าถูกมันมอมเมาจนเสียคุณค่าของความเป็นมนุษย์ไป

ล่าสุด ก็มีข่าวไปแล้ว เด็กเล่นเกมส์ เลียนแบบพฤติกรรมจากเกมส์ จนกลายเป็นฆาตกร

ผมก็ไม่รู้นะว่า นั่นเป็นแค่ข้ออ้าง หรือเป็นอย่างนั้นจริงๆ

แต่ถ้าเด็กเลียนแบบจากเกมส์จริงๆ คงเป็นเรื่องน่าเศร้าอย่างมากสำหรับสังคมไทย

จะโทษว่าระบบไหนล้มเหลวดีล่ะ เพราะมีส่วนร่วมรับผิดกันหมดล่ะ ครอบครัว โรงเรียน สังคม รัฐบาล องค์กรภาครัฐ

แต่เค้าก็ไปโทษที่ตัวเกมส์ และบริษัทผลิตเกมส์ ตรงจุดสุดๆ 55+

นี่ล่ะนะ ที่เค้าบอกว่าคนไทยยุคนี้ขาดภูมิคุ้มกัน ไม่รู้เท่าทันเทคโนโลยี ใช้เป็นอย่างเดียวแต่ไม่ได้ใช้อย่างชาญฉลาด สุดท้ายก็ไปหลงไหลมัวเมากับมันจนถอนตัวไม่ขึ้น ละทิ้งจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์แล้วเอาตัวเองไปผูกติดกับเทคโนโลยีซะนั่น
(คงเป็นสิ่งที่โทลคีนพยายามจะสื่อในหนังสือ Lord of the ring สุดท้ายผู้ครอบครองแหวนก็จะถูกแหวนครอบงำกลืนกินจิตใจไป)

เพราะฉะนั้นถึงจะไปจัดการไม่ให้ผลิต/ขาย/เผยแพร่เกมส์ที่รุนแรง แต่ถ้าคนไทยยังขาดภูมิคุ้มกันต่อเทคโนโลยีต่อไป มันก็ยังมีสิ่งล่อใจใหม่ๆเข้ามาเรื่อยๆ ก็แก้ปัญหาต่อไปไม่จบสิ้น

ผมว่าครอบครัวกับโรงเรียนนี่ละสำคัญที่สุดที่จะปลูกฝังตั้งแต่เด็กๆ ให้รู้เท่าทันเทคโนโลยี และรู้ว่าคนเราเกิดมาควรให้ความสำคัญกับอะไรมากกว่ากัน

มาเข้าเรื่องสิ่งมหัศจรรย์ต่อดีกว่า

สิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจอย่างมากในชีวิตคือ การที่วันนี้เราตื่นขึ้นมา แล้วได้มองเห็นภาพที่สวยงาม ได้รับฟังสิ่งดีๆ ได้โอบกอดคนที่เรารัก ได้รับประทานอาหารอร่อยๆ มีความรู้สึกดีๆกับคนรอบข้าง รู้สึกสนุกและได้หัวเราะ และการมีความรัก รักพ่อแม่ ญาติพี่น้อง คนรัก สัตว์เลี้ยง และเพื่อนร่วมโลก

บางท่านอาจเถียงว่า ก็แน่ล่ะที่มันจะเป็นสิ่งอัศจรรย์ในชีวิต เพราะในชีวิตจริงก็ไม่ค่อยได้เจอสิ่งสวยงามอย่างนี้อยู่แล้ว 55+

แต่อยากบอกว่า เราเลือกที่จะเป็นได้ โดยเริ่มต้นที่ตัวเราเองก่อน ทำสิ่งดีๆ มอบสิ่งดีๆ และเผยแพร่ความรู้สึกดีๆให้แก่คนรอบข้าง สุดท้ายสิ่งดีเหล่านี้จะย้อนกลับมาหาตัวเราเอง

มีภาษิตฝรั่งอันหนึ่ง ที่อาจจะดูงงๆ แต่ก็โดนใจมาก

"You will get more than you give, when you give more than you get."

"คุณจะได้รับมากกว่าที่คุณให้ เมื่อคุณให้มากกว่าที่ได้รับ"

ดังนั้น เริ่มต้นมอบสิ่งดีๆ ให้คนรอบข้างกันเถอะ

เพียงแค่ยิ้มหรือพูดให้กำลังใจก็มีคุณค่ามากแล้วสำหรับคนที่กำลังเป็นทุกข์

วันนี้คุณบอกรักพ่อแม่ ได้โอบกอดพวกท่านบ้างหรือยัง

กับคนที่ไม่คุ้นเคย ไม่รู้จักกัน เรามาลองแบ่งปันน้ำใจให้กันซักนิดดีมั้ย

อย่างที่เด็กหญิงในเรื่องบอก

สิ่งมหัศจรรย์ทั้ง 7 ในชีวิตของเธอ คือ การที่เธอได้เห็น ได้ฟัง ได้ลิ้มรส ได้สัมผัส ได้รู้สึก ได้ยิ้มหัวเราะ และการได้รัก

บางครั้งเราอาจจะเห็นเรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่มีคุณค่า ไม่มีความสำคัญ หรือเป็นสิ่งที่แสนจะธรรมดา ไม่หวือหวาเหมือนเกมบู๊ล้างผลาญ

แต่อย่าลืมว่า...

...การได้มองเห็น ได้ยินสิ่งที่สวยงาม ทำให้มนุษย์เกิดแรงบันดาลใจที่จะสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมชิ้นเอก ปฏิมากรรมที่งดงาม และเพลงอันไพเราะมากมาย

...ด้วยอานุภาพแห่งความรัก จึงทำให้เกิดทัชมาฮาล สุสานหินอ่อนที่งดงาม ที่สร้างไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่นางอันเป็นที่รัก

ผมว่า สิ่งมหัศจรรย์ของโลกนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราให้ความสำคัญกับสิ่งมหัศจรรย์ภายในตัวของเราเอง

สุดท้ายนี้ ก็คาดหวังให้ทุกท่านที่บังเอิญหลงแวะมาเยี่ยมชมบทความชิ้นแรกของบล็อกนี้ ขอให้ได้สิ่งดีๆกลับไป

ต่อไปนี้ ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมา ขอให้รู้สึกชื่นชมยินดีกับการได้พบกับสิ่งมหัศจรรย์ทั้ง 7 ที่เด็กน้อยในเรื่องนี้ช่วยเตือนสติให้ได้เห็นถึงคุณค่าของชีวิตที่แท้จริง

เนื่องจาก เทคโนโลยีในโลกนี้ ล้วนถูกสร้างขึ้นเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของมนุษย์
ฉะนั้นจงใช้มันอย่างชาญฉลาด (เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตตามอัตภาพ) แต่อย่าให้มันมาบงการคุณให้เสียความเป็นตัวตนและความเป็นมนุษย์ไป

ขอให้มีความสุขกับการใช้ชีวิตนะครับ