วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2551

วิธีการใช้ Clamwin Antivirus (จากประสบการณ์การใช้งานกว่า 2เดือน)

Clamwin Antivirus ที่เป็นเวอร์ชั่น portable (สั่งให้ทำงานจากแฮนดี้ไดร์ฟได้) อาจจะไม่มีความสามารถบางอย่างเทียบเท่ากับเวอร์ชั่นเต็มที่ติดตั้งลงคอมพิวเตอร์ ซึ่งผมว่าอาจไม่ค่อยจำเป็นนัก ขอแค่ให้มันสแกนไวรัสและกำจัดไวรัสได้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว เพราะอย่างที่เล่าไปในตอนที่แล้วว่า Clamwin Portable เหมาะกับการเอาไปใช้งานข้างนอก เป็นด่านแรกป้องกันไม่ให้มีไวรัสหลงเหลืออยู่ในแฮนดี้ไดร์ฟเรา ไม่ให้แฮนดี้ไดร์ฟกลายเป็นพาหะนำไวรัสไปติดคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆต่อ สำหรับคอมพิวเตอร์ส่วนตัวผมว่าใช้โปรแกรมกำจัดไวรัสอื่นที่มีความสามารถเต็มที่จะดีกว่า (ย้ำว่า Clamwin ไม่ตรวจจับไวรัสให้อัตโนมัตินะครับ) แต่จะให้บอกว่าโปรแกรมไหนดีที่สุดคงตัดสินไม่ได้ มันขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้คอมของแต่ละคน
เรามาดูวิธีการใช้ Clamwin กันครับ
เริ่มแรกก็ดาวน์โหลดไฟล์จาก http://portableapps.com/apps/utilities/clamwin_portable

จากนั้นก็เปิดไฟล์ขึ้นมา ทำการติดตั้งโปรแกรม กด Next แล้วเลือกว่าจะให้ติดตั้งลงที่ไหน จะในคอมพิวเตอร์หรือแฮนดี้ไดร์ฟก็ได้ เมื่อติดตั้งเสร็จแล้วเราก็จะได้โฟลเดอร์ชื่อว่า ClamwinPortable โฟลเดอร์นี้เราสามารถจะเคลื่อนย้ายไปที่ไหนก็ได้ ใส่แฮนดี้ไดร์ฟหรือใส่ใน CDก็ได้ เรียกว่าเป็นโปรแกรมที่ Standalone คืออยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง แค่มีโฟลเดอร์นี้อันเดียวก็สามารถใช้งานเป็นโปรแกรมกำจัดไวรัสได้สมบูรณ์แบบ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยอย่างอื่นในการทำงาน

เปิดโปรแกรมขึ้นมาโดยดับเบิ้ลคลิกที่ไอคอนตัวสีฟ้าๆแบบข้างล่างนี้ ซึ่งในครั้งแรกที่เปิด โปรแกรมจะให้เราดาวน์โหลดฐานข้อมูลไวรัสมาก่อน กด Yes โปรแกรมจะดาวน์โหลดฐานข้อมูลมาให้อัตโนมัติ (รวมแล้วจะมีขนาดประมาณ 25 เมกกะไบต์)

คำสั่งใช้งานหลักที่ใช้บ่อยๆ จะมีอยู่ 4 อย่าง จะเห็นเป็น 4 รูปอยู่ด้านบน

เรียงจากซ้ายไปขวา

1. Display Preference window จะใช้ในการตั้งค่าต่างๆของโปรแกรม อันที่จำเป็นต้องปรับก็เห็นมีอยู่อันเดียวคือ ในหัวข้อ general ส่วนที่ให้ตั้งว่าจะจัดการอย่างไรเมื่อตรวจพบไวรัสซึ่งในตอนแรกจะกำหนดไว้ว่าให้รายงานเฉยๆเมื่อพบไวรัส แต่เราสามารถเลือกได้ว่าจะให้กำจัดไวรัสนั้นเลย หรือจะย้ายไวรัสแยกไปเก็บไว้ในโฟลเดอร์ Quarantine แล้วค่อยกำจัดทีหลังก็ได้ (เผื่อว่าเป็นไฟล์ของเราเองแล้วโปรแกรมคิดว่ามันเป็นไวรัส) ส่วนคำสั่งอื่นๆนั้นถ้าสนใจก็เข้าไปอ่านได้ในคู่มือการใช้ โดยเข้าไปในโฟลเดอร์ App >> Clamwin >> Bin >> manual_en

2. Start Internet Updateใช้ในการอัพเดตฐานข้อมูลไวรัส นอกจากนี้เวลาเปิดโปรแกรมก็จะมีการเตือนให้อัพเดตฐานข้อมูลถ้าหากไม่ได้อัพเดตนานเกิน 5 วันด้วย

3. Scan Computer memory for virus แนะนำว่าควรสแกนความจำของคอมพิวเตอร์เสมอก่อนที่จะไปสแกนไฟล์ โฟลเดอร์หรือไดร์ฟต่างๆ เพราะเคยเจอมาแล้วว่าพอสแกนแฮนดี้ไดร์ฟของตัวเองเสร็จ ปรากฏว่ามันก็กลับมาติดไวรัสใหม่อีก คิดว่าน่าจะเป็นเพราะไวรัสมันยังทำงานอยู่ใน memory ของคอมพิวเตอร์ อันนี้อย่าเพิ่งสับสนนะครับว่ามันต่างกับหน่วยความจำในไดร์ฟ C,D ของคอมพิวเตอร์ยังไง คือคำสั่งนี้จะใช้สแกน memory ของคอมพิวเตอร์ในขณะนั้น เช่น ไฟล์ของ Window พวก system 32 ที่กำลังถูกใช้งานอยู่ รวมทั้งโปรแกรมต่างๆที่เราเปิดอยู่ด้วย(ถ้าเทียบกับคน drive C,D ก็เหมือนกับความทรงจำที่เก็บเอาไว้เฉยๆ แต่ถ้ามีการเรียกมาใช้ก็เหมือนกับตอนที่เรากำลังคิดนั่นคิดนี่ เอามาประมวลผลกัน)

4. Scan Selected file for viruses ใช้สแกนไฟล์ โฟลเดอร์หรือไดร์ฟที่เลือก วิธีการเลือกก็เพียงแค่คลิกในกล่อง 4 เหลี่ยมข้างล่างที่มีหลายๆไดร์ฟให้เลือกนั่นละครับ ดับเบิ้ลคลิกเข้าไปเพื่อเลือกโฟลเดอร์หรือไฟล์ที่ต้องการแล้วกดที่คำสั่ง scan

ตัวอย่างหลังจากที่ scan เสร็จแล้ว

หวังว่าคงเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์สำหรับผู้ที่อยากทดลองใช้โปรแกรมกำจัดไวรัส Clamwin นะครับ ที่เหลือก็ลองศึกษากันดู ถ้ามีคำถามอะไรก็โพสต์ถามกันได้ครับ

วันศุกร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2551

เล่นเกมการเมือง

เคยได้ยินเป็นประจำตั้งแต่สมัยเด็กๆ ที่บอกว่า "คนนั้นจะเล่นการเมือง" หรือ "มันเป็นเกมการเมืองที่อาจจะมีการขัดแข้งขัดขาแย่งชิงอำนาจกันบ้าง" คนไทยเราใช้คำนี้กันมาตั้งแต่เมื่อไรและมีที่มาอย่างไร ผมก็ไม่ทราบ อาจจะมีมาตั้งแต่สมัยโบราณกาล การเมืองไทยทุกวันนี้ถึงได้ล้าหลังกันเหลือเกิน ในเมื่อมันเป็นเกม หรือเป็นอะไรที่เล่นได้ ก็ชวนให้นึกถึงการละเล่นอย่างอื่น อย่างเล่นหวย เล่นหุ้น เล่นไพ่ เล่นการพนันที่ต้องมีการลงทุน เล่นเพื่อความสนุกสนาน ระทึกใจ และเป้าหมายสุดท้ายคือกอบโกยกำไร แสวงหาผลประโยชน์เพื่อความมั่งคั่งของตัวเองและพวกพ้อง นักการเมืองไทยก็คงได้รับอิทธิพลมาจากการละเล่นเหล่านี้ เอามาใช้กับการเล่นการเมืองด้วย มีการแบ่งพรรคแบ่งพวกเป็นกลุ่ม ก๊ก มุ้ง ต่อรองกันเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ เวลาจะจัดตั้งรัฐบาล จะเห็นแต่ละพรรคขอโควต้ารัฐมนตรี รองรัฐมนตรี กันเท่านั้นเท่านี้มั่วซั่วกันไปหมด พอได้ตำแหน่งมาก็เอามาแบ่งกันให้แต่ละมุ้งแต่ละก๊กกันสนุกสนาน (หรือหน้าดำคร่ำเครียดก็ไม่ทราบ เพราะแต่ละคนก็อยากได้อำนาจกันทั้งนั้น) แล้วตำแหน่งรัฐมนตรีแต่ละกระทรวงยังมีคุณค่าไม่เท่ากัน มีแบ่งเป็นกระทรวงใหญ่กระทรวงน้อย นัยยะก็คือกระทรวงใหญ่เป็นกระทรวงที่สามารถแสวงหาผลประโยชน์ได้มากนั่นเอง อย่างกระทรวงคมนาคม ที่มีงบประมาณสร้างถนน สนามบินอะไรพวกนั้น เลยมีคำพูดที่เค้าบอกว่านักการเมืองชอบกินหินกินปูนกินทราย กินมากไปก็กลายเป็นกินปูนร้อนท้องซะนั่น จริงๆแล้วการเมืองไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่มันคือปากท้องความเป็นอยู่ของพี่น้องคนไทยทั้งประเทศ การจัดสรรคนมาเป็นรัฐมนตรีแต่ละตำแหน่งก็ควรจะเลือกเอาคนที่มีความสามารถเหมาะสมกับงานมากกว่า แต่นี่ก็ลงหนังสือพิมพ์กันหน้าตาเฉยทุกยุคทุกสมัย เหมือนเป็นเรื่องที่แสนธรรมดา อยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน ถ้าเรายังเห็นว่าการที่นักการเมืองกำลัง"เล่น"การเมืองอยู่อย่างนี้เป็นเรื่องปกติธรรมดา คนรุ่นต่อไปก็เอาตามเป็นเยี่ยงอย่าง แล้วเมื่อไรเมืองไทยจะพัฒนา ที่จริงแล้วเมืองไทยเราได้ประชาธิปไตยมาแบบรวบรัด คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจถึงหลักการประชาธิปไตยชัดเจน ก็มีคณะราษฏร์มาเปลี่ยนแปลงการปกครองซะแล้ว เหมือนผลไม้ที่ยังไม่สุกก็โดนเด็ดมากิน รสชาติมันก็ไม่หอมหวานเท่าผลไม้ที่สุกเต็มที่ กลายเป็นประชาธิปไตยที่มาจากการปฏิวัติโดยพวกชนชั้นขุนนางแค่กลุ่มหนึ่ง (ไม่ได้มาจากความต้องการของคนทั้งประเทศ) ทุกวันนี้ประชาธิปไตยเลยกลายเป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ของพวกผู้มีอิทธิพลทั้งหลาย ที่ใช้อิทธิพลซื้อเสียงหาเสียงเพื่อเข้าไปนั่งในสภา ครองเก้าอี้รัฐมนตรีที่ใฝ่ฝัน มันไม่ใช่ประชาธิปไตยที่มาจากการเรียกร้องโดยประชาชนทั้งประเทศ คนส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจ ขาดสำนึกของประชาธิปไตยที่แท้จริง การเมืองไทยวันนี้เลยพิกลพิการอย่างที่เห็น ต้องยอมรับว่าการเมืองใหม่ที่พันธมิตรยกมาปราศรัยในที่ชุมนุม ดูเข้าท่าที่สุดแล้วนับตั้งแต่มีการชุมนุมมา (เข้าท่ากว่าการบอกว่าตนเองยึดหลักสันติอหิงสา เป็นเทพบุตรเทพธิดา แต่ก็ยังร้องเพลงให้กระทืบคนในรัฐบาลและในระบอบทักษิณ) ซึ่งก็ต้องรอดูต่อไปว่าการเมืองใหม่นี้จะมีรูปโฉมเป็นอย่างไร แต่เท่าที่ฟังๆมาก็รู้สึกชอบนะ เคยฟังมาตั้งแต่หลายเดือนก่อนที่คุณสนธิมาพูด ก็รู้สึกว่าน่าจะเป็นความหวังของสังคมไทยได้ อันนี้ก็คอยดูและใช้วิจารณญาณศึกษาการเมืองใหม่ที่กำลังจะออกมานะครับ แต่ผมว่าที่สำคัญที่สุดในการแก้ปัญหาการเมืองไทยคือควรจะประชาสัมพันธ์ ให้การศึกษาเรื่องประชาธิปไตยกับคนไทยทั้งประเทศให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ เกิดจิตสำนึกขึ้นในตัว ไม่ใช่ว่าแค่ให้เด็กนักเรียนตั้งพรรคการเมืองในโรงเรียน หาเสียงแถลงนโยบาย และมีการเลือกตั้งเลือกประธานนักเรียนกันแค่นั้นจบ แบบนั้นมันตื้นเกินไป

วันศุกร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2551

โปรแกรมกำจัดไวรัสพกพาได้ Clamwin Antivirus

เคยมั้ยเวลาที่ต้องไปใช้คอมพิวเตอร์สาธารณะอย่างตามศูนย์คอมพิวเตอร์ในโรงเรียน มหาวิทยาลัย ที่ทำงาน ร้านคอมพิวเตอร์ หรือไปยืมใช้ของเพื่อน แล้วปรากฏว่าไม่มีการติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสไว้เลย ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะมีไวรัสแฝงเร้นอยู่ในเครื่องคอมนั้นและมีโอกาสที่จะติดมาได้ ถ้าเพียงแต่เราเอาแฮนดี้ไดร์ฟ (Handy drive) หรือแฟลชไดร์ฟ (USB Flash drive) ไปเสียบเครื่องคอมก็อาจจะติดไวรัสมาได้อย่างง่ายดาย ซึ่งตอนนี้ผมก็เจอปัญหาเช่นนี้อยู่เป็นประจำ ขนาดศูนย์คอมในมหาวิทยาลัยก็ยังไม่ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสเอาไว้แล้วยังให้ลงโปรแกรมเองไม่ได้อีก อย่างนี้ไวรัสมันก็แพร่ระบาดไปทั่วสิครับ เดี๋ยวก็มีคนจิ้มทีนึง แล้วเอาไปจิ้มอีกเครื่อง มันก็ติดกันไปหมด กลายเป็นแหล่งสะสมไวรัสชั้นเยี่ยม ในเมื่อสถานการณ์มันเป็นเช่นนี้ สิ่งมีชีวิตอย่างผมที่จำเป็นต้องอาศัยพึ่งพิงศูนย์คอมแห่งนี้จึงต้องปรับตัวตาม เลยลองไปค้นหาโปรแกรมที่สามารถพกพาใส่แฮนดี้ไดร์ฟได้ และสั่งให้มันทำงานจากในนั้นได้เลย ไม่จำเป็นต้องติดตั้งโปรแกรมลงเครื่อง (แต่ก็สามารถก๊อปปี้ลงเครื่องคอมแล้วค่อยสั่งใช้งานก็ได้) โปรแกรมแนวนี้กำลังเป็นที่นิยมอยู่พอสมควร เรียกกันว่าเป็น Portable program ซึ่งผมไปเจอโปรแกรมกำจัดไวรัสตัวหนึ่งที่เป็นโปรแกรมฟรี มีทั้งแบบติดตั้งลงเครื่องได้ และไม่ต้องติดตั้ง ชื่อว่า Clamwin (แคลมวิน) แถมเป็น Opensource ด้วย นั่นคือถ้าใครมีความสามารถทางด้านภาษาคอมพิวเตอร์ก็สามารถจะนำไปพัฒนาต่อได้

นี่คือเว็บหลักอย่างเป็นทางการครับ
http://www.clamwin.com/

ถ้าหากต้องการ Clamwin ที่พกพาได้
ก็มีการอธิบายวิธีการทำที่นี่ http://www.clamwin.com/content/view/118/89/
หรือจะไปดาวน์โหลดได้ฟรีจาก http://portableapps.com/apps/utilities/clamwin_portable

โปรแกรม Clamwin นี้ตัวเล็กมากดาวน์โหลดมาตอนแรกแค่ 6 MB แต่ต้องดาวน์โหลดฐานข้อมูลไวรัสอีกซึ่งใช้เวลาไม่นาน เบ็ดเสร็จก็ใช้พื้นที่ประมาณ 25 MB ตอนนี้เป็นเวอร์ชั่น 0.94 แล้ว จากเท่าที่ใช้มาก็ถือว่ามีประสิทธิภาพดีพอใช้ได้ แต่ข้อเสียคือต้องขอบอกว่ามันเป็นโปรแกรมกำจัดไวรัส แต่ไม่ได้ป้องกันไวรัสนะครับ เพราะว่าโปรแกรมนี้จะไม่สแกนไวรัสแบบอัตโนมัติ คือพอไวรัสเข้ามาโจมตีแฮนดี้ไดรฟเรา โปรแกรมจะไม่ได้ป้องกัน ไม่ตรวจจับให้ เราต้องมาสั่งสแกนด้วยตัวเอง Clamwin ถึงจะตรวจเจอไวรัสได้ ซึ่งถึงแม้ว่า Clamwin อาจจะมีประสิทธิภาพไม่ดีเท่าโปรแกรมอื่นๆที่ติดตั้งลงคอมพิวเตอร์และสามารถตรวจจับไวรัสได้อัตโนมัติ แต่ถึงอย่างไร ผมก็ยังชอบโปรแกรมนี้อยู่เพราะอย่างน้อยก็ยังพออุ่นใจได้ว่า ในบางสถานการณ์เราก็ยังมีอาวุธใช้สู้กับไวรัสได้บ้าง เหมือนมีทหารเอกคู่ใจพกพาใส่ไว้ในแฟลชไดรฟไปไหนต่อไหนได้สะดวก

Clamwin จะเน้นการกำจัดไวรัสและสปายแวร์ (Spyware) และเวอร์ชั่นล่าสุดนี้ก็มีความสามารถในการตรวจเจอพวกมัลแวร์ (Malware) ได้มากขึ้นด้วย แต่ก็เป็นธรรมดาของทุกสรรพสิ่งในโลกที่ไม่สมบูรณ์เพียบพร้อมไปทุกอย่าง เช่นกันกับโปรแกรมกำจัดไวรัสที่ไม่มีโปรแกรมไหนจะสามารถตรวจเจอและกำจัดไวรัสได้ทุกชนิดในโลก ผมก็พบว่า Clamwin ไม่สามารถกำจัดไวรัสบางตัวได้อย่างเช่น Sality ดังนั้นการระวังป้องกันด้วยตัวเองจึงเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด (ดีกว่าหวังพึ่งโปรแกรมอย่างเดียว เพราะถ้ามีพฤติกรรมเสี่ยงที่จะติดไวรัสอยู่แล้ว ถึงเสียเงินซื้อโปรแกรมดีๆก็ป้องกันไวรัสได้ไม่หมด) เช่น ถ้าหากเห็นว่าคอมพิวเตอร์ที่ไหนไม่ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสก็ควรจะหลีกเลี่ยงการเสียบแฮนดี้ไดรฟโดยไม่จำเป็น และไม่ควรเข้าเว็บไซต์หรือดาวน์โหลดอะไรที่ไม่ค่อยน่าไว้ใจอย่างเช่นเว็บโป๊ หนังโป๊เพราะอาจได้ไวรัสแถมมาด้วย จะว่าไปแฮนดี้ไดร์ฟก็ทำให้เราสำส่อนกับคอมพิวเตอร์กันมากขึ้นนะ และเดี๋ยวนี้ก็มีไวรัสที่ติดต่อกันทางแฮนดี้ไดรฟกันมากขึ้นด้วย การติดต่อแพร่ระบาดก็เลยง่ายกันไปใหญ่ แค่เอาไปเสียบกับเครื่องคอมแปลกหน้าก็ติดไวรัสซะแล้ว เลยไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมโรคเอดส์อื่นๆถึงเป็นปัญหาใหญ่ในยุคสมัยนี้ เพราะการสำส่อนทางเพศนั่นเอง แค่มีเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้าก็มีโอกาสติดเชื้อมาแล้ว และกว่าจะแสดงอาการก็ใช้เวลานาน ยังไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อไปแล้ว ก็เอาไปติดคนอื่นได้อีกรวมทั้งเมียตัวเองด้วย ยังดีที่โรคพวกนี้พอจะป้องกันการติดต่อได้ด้วยการใส่ถุงยางอนามัย แต่เจ้าแฟลชไดร์ฟนี่สิ ไม่เห็นมีผู้ผลิตเจ้าไหนทำถุงยางออกมาขายมั่ง เลยติดกันไปทั่วมั่วไปหมด แต่ในวิกฤติก็ยังมีโอกาส คอมพิวเตอร์ติดไวรัสแล้วยังพอแก้ได้ ถึงแก้ไม่ได้ก็ล้างเครื่องลงโปรแกรมใหม่ เสียข้อมูลสำคัญไปบ้าง ไว้เป็นบทเรียนของการสำส่อนและไม่รู้จักป้องกันตัวเอง แต่ชีวิตคนถ้าได้ติดเชื้อเอดส์ไปแล้ว ถึงจะยังพอมีทางรักษาให้อายุยืนยาวขึ้นได้ แต่เชื้อยังคงอยู่ตราบจนวันตาย รอฉวยโอกาสโจมตีเมื่อร่างกายอ่อนแอ แถมมีเชื้อโรคอื่นมาติดแทรกซ้อนเข้าไปอีก มีแต่ทุกข์ทรมาน ดังนั้นก่อนจะไปจิ้มไปเสียบกับใครก็พึงระลึกไว้ว่ามันไม่เหมือนกับเอาแฟลชไดร์ฟไปเสียบคอมพิวเตอร์ ที่ถ้าเสียบคราวนี้ติดเอดส์มา ก็ต้องหาวิธีอยู่ร่วมกับมันไปจนตาย จะอยู่แบบทุกข์หรือสุขก็ขึ้นอยู่กับวิธีการของแต่ละคน แต่จะหาโอกาสแก้ตัวกำจัดเชื้อเอดส์ออกจากตัวคงทำได้ยาก (ไม่เหมือนคอมพิวเตอร์ที่ถึงจะติดไวรัสร้ายแรงขนาดไหน ก็ยังสามารถกลับมาทำงานได้เหมือนเดิม)

สรุปข้อคิดประจำวันนี้ "คิดให้ดีก่อนเสียบ"
ไว้ตอนต่อไปจะเขียนเกี่ยวกับวิธีการใช้งานโปรแกรม Clamwin เท่าที่เคยมีประสบการณ์มานะครับ

วันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2551

อหิงสาเวอร์ชั่นพันธมิตร

ในที่สุดก็เกิดเหตุการณ์ขึ้นจนได้ กับอหิงสาเวอร์ชั่นพันธมิตร ตอนแรกก็ยังพอรับได้อยู่นะ กับการไปด่าผู้นำและผองพวก (ที่สมควรจะสำนึกตนได้แล้ว) หรือหนักขึ้นก็ขัดขวางปิดล้อม สร้างความลำบาก ไม่สะดวกกายสบายใจแก่ผู้ผ่านไปผ่านมา หนักขึ้นไปอีกก็ไปพังประตูรั้วสถานที่ราชการ (เสียดายประตูอ่ะ แพงนะนั่น) และไปบุกยึดสถานที่ราชการกับ NBT สุดท้าย เมื่อ 2 ก.ย. ก็เกิดเหตุสลดใจ เมื่อนปช. มาปะทะกับพันธมิตร มีผู้เสียชีวิต 1 ราย กับบาดเจ็บอีกมากมาย เคยสงสัยกันมั้ยว่า นี่หรือคืออหิงสา หรือจะเป็นเวอร์ชั่นใหม่ ไฉไลกว่าเก่า (รึเปล่า) ปรับเปลี่ยนเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพสังคมไทย (ที่บอกว่าไทยนี้รักสงบ แต่ก็รบไม่ขาด) ซึ่งอาจมีผิวหนังบริเวณหน้า หนาเป็นพิเศษยิ่งกว่าชนชาติอินเดียหรืออังกฤษ กลายมาเป็น "อหิงสาเวอร์ชั่นพันธมิตร" ไป

มาดูกันถ้าผู้นำการชุมนุม ยึดมั่นในหลักอหิงสาแบบท่านมหาตมะ คานธี นักต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพของชาวอินเดีย ควรจะเป็นยังไง

... รักเพื่อนมนุษย์ทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ฝ่ายตรงข้าม

... ไม่ใช้ความรุนแรงทั้งทางกาย และวาจา การด่าฝ่ายตรงข้ามก็เท่ากับเป็นการทำร้ายจิตใจเขา จะยิ่งยั่วยุให้มีการใช้ความรุนแรงมาตอบโต้กันมากขึ้น

... ถ้าถูกฝ่ายตรงข้ามโจมตี หรือเจ้าที่รัฐมาปราบปราม จะไม่ตอบโต้ ไม่ใช้ความรุนแรง ไม่หลบ ไม่เอาอะไรป้องกันทั้งสิ้น เพราะจะยิ่งทำให้ฝ่ายตรงข้ามนึกว่าเราจะตอบโต้กลับ จะยิ่งทำให้เขาเกิดความกลัวขึ้นในจิตใจ และเขาจะยิ่งทำร้ายฝ่ายเราหนักมากขึ้น วิธีการอหิงสาก็คือ ยอมให้ทุบตี ทำร้ายตามใจชอบ ไม่ตอบโต้และระวังอย่าให้คนที่มาตีเราได้รับบาดเจ็บด้วย (ถ้าสงสัย ให้ดูข้อแรก) ซึ่งสุดท้ายแล้วคนที่มาทำรุนแรงกับเรา จะค่อยๆสงบลงเอง เพราะเขาจะสำนึกได้ถึงมนุษยธรรมและความรักที่มนุษย์พึงมีให้กัน ลองคิดดูสิ มีคนไหนบ้าง (ถ้าไม่ได้เลวมาแต่กำเนิด) ที่จะทำร้ายคนอื่นได้ตลอดถ้าผู้ถูกทำร้ายไม่ตอบโต้เลย ความรุนแรงของการจลาจลมันเกิดขึ้นเพราะต่างฝ่ายต่างไม่ยอมแพ้ ใช้ความรุนแรงเข้าหากัน มันตีมา 1 ที เราก็ตีกลับไป 2 ที ตาต่อตา ฟันต่อฟัน มันก็จะยิ่งรุนแรงหนักขึ้นไปอีก และสุดท้ายก็จะยุติลงด้วยการที่ฝ่ายหนึ่งหยุดตอบโต้ (เพราะสลบคาตีน หรือเสียชีวิตไปเรียบร้อย)

มีตัวอย่างสมัยก่อน ที่ผู้ชุมนุมชาวอินเดีย ถูกตำรวจเข้าปราบปราม ถูกทุบตีจนล้มลง แต่เขาก็ลุกขึ้นมาใหม่โดยไม่ตอบโต้ตำรวจเลย ก็ถูกตีไปหลายครั้ง แต่ก็ไม่ยอมตอบโต้ สุดท้ายตำรวจเกิดความละอายใจ หยุดการทำร้ายประชาชน

... อารยะขัดขืน สามารถทำได้ เป็นการแสดงให้เห็นว่าเราจำเป็นต้องปฏิบัติตามหลักการอื่นที่สำคัญยิ่งกว่าตัวบทกฎหมาย (เช่นคุณธรรมและประชาธิปไตย) ถึงกับต้องฝ่าฝืนกฎหมายเลยทีเดียว แต่ ย้ำว่าแต่ ต้องยอมรับความผิดตามกฏหมายแต่โดยดีด้วย ไม่ใช่ว่าอารยะขัดขืนแล้วหนี, ดื้อแพ่งไม่สนใจกฎ หรือให้คนมาล้อมเป็นกำแพงมนุษย์เพื่อไม่ให้ตำรวจมาจับ

เพราะฉะนั้นผู้ที่จะต่อสู้แบบอหิงสาได้ ต้องมีความกล้าหาญเป็นอย่างมาก ต้องมีจิตใจที่เข้มแข็ง ไม่หวั่นเกรงกับอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งอาจถึงกับทำให้ได้ไปเสวยผลบุญแบบทันตาเห็น ซึ่งก็คือผลบุญจากการรักและหวังดีกับเพื่อนมนุษย์โดยช่วยให้ฝ่ายที่มาทำร้าย ได้ตาสว่างและหยุดใช้ความรุนแรงนั่นเอง ซึ่งที่จริงแล้วการใช้ความรุนแรงนี่กลับเป็นวิธีการของคนขี้ขลาดตาขาว ไม่ได้กล้าหาญน่าชื่นชมอะไรเลย เพราะเกิดความกลัว กลัวตัวเองจะเจ็บ กลัวจะพ่ายแพ้ กลัวเสียหน้า กลัวตาย จึงต้องใช้ความรุนแรงทำกับคนอื่นก่อน

ดังนั้นการต่อสู้กู้ชาติของพันธมิตร ที่ทำอยู่ทุกวันนี้ ก็คงจะเป็นอหิงสาคนละเวอร์ชั่นกับของท่านมหาตมะ คานธี เป็นอหิงสาเวอร์ชั่นพันธมิตร แบบว่าอหิงสาเป็นบางสภาวะอ่ะนะ สามารถใช้ความรุนแรงได้ตามความจำเป็น และใช้ความรุนแรงได้ระดับพอหอมปากหอมคอ เช่น การด่าโจมตีฝ่ายรัฐบาล แถมบางทีก็ลามปามไปถึงบรรดานักวิชาการและคนที่ไม่เห็นด้วยกับวิถีพันธมิตร (ซึ่งผมว่าไม่เป็นประชาธิปไตยเอาซะเลย ใครพูดอะไรที่เข้าข้างพันธมิตรก็ชื่นชม แต่พอมีใครไม่เห็นด้วย ก็ด่ากราดสาดเสียเทเสีย เหมือนไม่ใช่ปัญญาชนคนมีความรู้มาพูด ที่จริงประชาธิปไตยควรจะยอมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างอ่ะนะ ไม่ใช่ว่าความคิดของตัวเองจะถูกต้อง 100% อยู่ผู้เดียว) นอกจากการใช้ความรุนแรงทางวาจาแล้ว บางทีก็อาจมีการออกไปขยับแข้งขยับขากันบ้าง อย่างเช่น ยุทธการดาวกระจาย ไปปิดล้อมสถานที่ราชการ ยึดสถานี NBT เหตุการณ์การยึดทำเนียบรัฐบาล และวันที่ 2 ก.ย. ที่มีผู้เสียชีวิตจากการปะทะ 1 ราย ซึ่งยังหาตัวผู้ร้ายไม่เจอ และฝ่ายพันธมิตรก็พยายามไม่พูดถึงเลยว่าฝ่ายพันธมิตรนั่นแหละที่ทุบตีอีกฝ่ายถึงตาย หรือคนตีอาจจะเป็นมือที่ 3 ที่มาก่อกวนสวมรอยเป็นพันธมิตรก็ไม่อาจทราบได้ ซึ่งมันยากมากเลยนะการตีคนให้ตายเนี่ยเมื่อเทียบกับการใช้ปืนยิง แต่ฝ่ายพันธมิตรก็ยังคงยกประเด็นขึ้นมาโหมกระหน่ำโจมตีรัฐบาลว่า ม็อบ นปช.ที่ยกมาคืนนั้น เป็นม็อบจัดตั้งโดยคนใน ซึ่งจะจริงหรือไม่จริงไม่รู้ แต่เท่าที่ดูหนังสือพิมพ์ ก็พอจะมีมูลอยู่บ้าง แถมตำรวจที่ตั้งด่านในคืนนั้นตั้ง 3 จุด ก็ยังปล่อยให้ม็อบพวกนี้เคลื่อนที่มาใกล้พันธมิตรได้อย่างง่ายดาย ดูรูปแล้วแทบไม่อยากเชื่อ ตำรวจยืนเรียงแถวปล่อยให้ นปช. เดินผ่านง่ายๆ เลย ถ้าเป็นการจัดตั้งขึ้นมาจริงๆ คนที่คิดแผนเอาม็อบชนม็อบเพื่อฉวยโอกาสให้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้นี่ ก็ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ คิดแผนที่ผิดมนุษยธรรมอย่างร้ายแรงได้ถึงขนาดนี้ โดยไม่สนใจชีวิตของประชาชนคนเดินดิน แต่อย่างว่าล่ะนะถึงจะเป็นม็อบจัดตั้งยกมาหาเรื่อง ถ้ายึดมั่นในหลักอหิงสาจริง ไม่ใช้ความรุนแรงตอบโต้ เหตุการณ์ก็คงไม่ลุกลามบานปลายจนมีคนเสียชีวิตหรอก (แต่คิดในอีกแง่หนึ่ง ฝ่ายอหิงสาก็อาจจะได้พลีชีพซะเองก็ได้ ก็อย่างที่บอกไปล่ะ ว่าถ้าอยากสู้ด้วยวิถีอหิงสาจริง ก็ต้องกล้ายอมสละชีวิตอยู่แล้ว)

ว่าแต่การยึดหลักอหิงสาแล้วต้องมาพลีชีพนี่มันดียังไง เดี๋ยวคนไทยจะหาว่ามายึดหลักการอะไรโง่ๆ ยอมให้คนอื่นทำร้ายโดยง่าย ไม่สมศักดิ์ศรีพี่ไทยเลย ที่จริงเป็นวิธีการที่ลึกซึ้งเฉียบคมมาก เพราะการที่มีภาพออกไปว่าฝ่ายโจมตีใช้ความรุนแรงโดยที่อีกฝ่ายไม่ตอบโต้อะไรเลยเนี่ย จะยิ่งเพิ่มความชอบธรรมและปลุกระดมมวลชนให้มาเข้าร่วมกันมากขึ้นได้อย่างดีเลย คนทั่วๆไปก็จะเกิดความเห็นใจและสนับสนุนฝ่ายอหิงสาเพื่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามที่ใช้ความรุนแรงเข้าจัดการ แต่การชูธงบอกว่าเป็นกองทัพธรรมและยึดหลักอหิงสาของพันธมิตรนั้น มันช่วยดึงมวลชนไม่ได้มากหรอกนะ (ถึงจะมีคนไปร่วมเป็นพันเป็นหมื่นก็เถอะ แต่ยังมีคนอีกเป็นแสนเป็นล้านที่ไม่ขอเข้าร่วมฝ่ายไหน ซึ่งผมเองก็ไม่ค่อยชอบพวกที่หลงชื่นชมตัวเองว่าดีเลิศกว่าใครอื่นเกินความเป็นจริง) ดังนั้นก็น่าจะเปลี่ยนสโลแกนไปเน้นว่าเป็นยามเฝ้าแผ่นดินหรือหมาเฝ้าบ้านก็น่าจะเหมาะสมกว่ากับแนวทางการต่อสู้ที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ เพราะถึงแม้เป้าหมายจะเป็น "ธรรม" แต่วิธีการที่ใช้นั้นมันก็มีทั้ง "ธรรม" และ "ไม่ธรรม" อ่ะนะ ปนเปกันไปเป็นสีเทาๆ คือเป็นปุถุชนคนธรรมดา ที่ยังมีรัก โลภ โกรธ หลง อยู่บ้าง แต่ก็มีความรักชาติ สำนึกบุญคุณแผ่นดินมากกว่านักการเมืองบางคน อย่างนี้ค่อยยอมรับได้หน่อย แล้วอย่างที่บอกผู้ปราศรัยบางท่านก็เอาแต่ปลุกขวัญกำลังใจผู้ร่วมชุมนุมพันธมิตร มีคนเด่นคนดังคนดีท่านไหนพูดอะไรตรงใจพันธมิตร ก็ยกมาชื่นชมเสียยกใหญ่ แต่ถ้ามีใครไม่เห็นด้วยอะไรล่ะก็ ก็จะด่าเสียหายไปเลย ถ้าเป็นประชาธิปไตยจริงก็ควรยอมรับฟังและยกเอาเหตุผลมาพูดกันดีกว่า อย่ามัวแต่ห่วงว่าผู้ร่วมชุมนุมจะเอาใจออกห่าง เพราะไปฟังความคิดเห็นอื่นแล้วทำให้จิตใจไขว้เขวแล้วจะไม่มาชุมนุมอีก ซึ่งมันก็เป็นสิทธิของทุกๆคนอยู่แล้วที่จะรับฟังข้อมูลจากหลายๆฝ่าย แล้วมาตรึกตรองกันเอาเอง ไม่ต้องให้ใครมาชี้นำ

เชื่อว่าถ้าพันธมิตรปรับเปลี่ยนวิธีการต่อสู้ใหม่ คงทำให้มีมวลชนอยากเข้าร่วมกันมากขึ้น เพราะคนที่เป็นกลางในตอนนี้เค้าก็คงจะเบื่อระอากับลมปากการยึดหลักอหิงสา (เวอร์ชั่นพันธมิตร) กันแล้ว แต่ก็เบื่อ (อาจถึงขั้นเกลียด) ใครบางคน ที่ตอนนี้พันธมิตรกำลังยืนด่าขับไล่อยู่ก็เป็นได้

วันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2551

Let us complain less and give more! - กำลังใจให้คุณ

ใครที่กำลังท้อแท้กับชีวิต หมดอาลัยตายอยาก เบื่อ โศกเศร้า เหงา คิดว่าชีวิตตัวเองลำบากมาก ลองอ่าน Forward mail นี้ดู แล้วจะเห็นคุณค่าของชีวิต เมื่อรู้ว่ายังมีคนอีกมากมายที่ลำบากกว่าเราเยอะ และพวกเขาก็กำลังต่อสู้อยู่อย่างไม่ยอมแพ้ ...












If you think you are unhappy, look at them


If you think your salary is low, how about her?


If you think you don't have many friends...


When you feel like giving up, think of this man


If you think you suffer in life, do you suffer as much as he does?


If you complain about your transport system, how about them?

If your society is unfair to you, how about her?


Enjoy life how it is and as it comes

Things are worse for others and is a lot better for us

There are many things in your life that will catch your eye but only a few will catch your heart....pursue those...

This email needs to circulate forever...